เช้านี้คุณตื่นมาแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ
ถ้าคำตอบคือ นอนเต็มอิ่มแล้วแต่ยังรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่เหลือแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ ลุกขึ้นมาทำงานได้ตามปกติทุกอย่าง ประชุมตรงเวลา ส่งงานทันเดดไลน์ ตอบแชทลูกค้าลื่นเหมือนเดิม แต่ลึกๆ ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า ผมอยากบอกว่าคุณไม่ได้คิดไปเอง และคุณก็ไม่ได้เป็นคนเดียวที่เจอแบบนี้
เพื่อนผมคนหนึ่งทำงานสายไอทีมาหลายปี เป็นคนที่หัวหน้าไว้ใจที่สุดในทีม งานทุกชิ้นส่งตรงเวลา ตอบ Slack เร็วเหมือนเดิม แต่พอสังเกตดีๆ จะเห็นว่ากล้องเขาปิดทุกประชุมมาเป็นเดือน คำตอบสั้นลงเรื่อยๆ ไม่มีไอเดียใหม่เสนอเหมือนก่อน จนวันหนึ่งเขาก็ลาออกแบบเงียบๆ ไม่มีดราม่า ไม่มีสัญญาณเตือนที่ใครทันสังเกต เพราะภายนอกเขาก็ยัง “ปกติ” ดี
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกกันว่า burnout เงียบ หรือ quiet burnout อาการที่ต่างจาก burnout แบบคลาสสิกตรงที่มันไม่มีสัญญาณดังๆ ให้เห็น
ทำไม burnout เงียบถึงต่างจากที่เรารู้จัก
องค์การอนามัยโลกจัดให้ burnout เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการทำงานมาตั้งแต่ปี 2019 ไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะที่ประกอบไปด้วยสามอย่างพร้อมกัน คือรู้สึกหมดพลังเรื้อรัง เริ่มมองงานตัวเองด้วยความเย็นชาหรือถอยห่างทางใจ และรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม
ปัญหาคือ นิยามนี้มันฟังดูเหมือนต้องมีอาการชัดเจน แต่ในความเป็นจริง คนที่ burnout เงียบมักไม่แสดงออกแบบนั้นเลย เขายัง deliver งานได้ ยังยิ้มได้ในที่ประชุม ยังตอบว่า “โอเคดี” เวลาถูกถาม สิ่งที่หายไปอยู่ข้างในซึ่งมองจากภายนอกแทบไม่เห็น
Sarah Bertolli นักจิตวิทยาจาก Sharp Mesa Vista Hospital อธิบายว่า “คนมักเงียบเรื่องนี้เพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกำลังลำบากหรือรับภาระมากเกินไป พวกเขามักรู้สึกว่าพูดออกมาไม่ได้ หรือไม่ควรพูด” ซึ่งตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในที่ทำงานหลายแห่ง คนที่ยิ่งเก่ง ยิ่งมีผลงานดี กลับยิ่งไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองกำลังหมดไฟ เพราะกลัวถูกมองว่าอ่อนแอ หรือกลัวว่าจะถูกแทนที่ได้ง่ายๆ
ตัวเลขจากงานสำรวจของ Aon ร่วมกับ TELUS Health ที่ศึกษาคนทำงานในเอเชียเมื่อปี 2023 สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี คนทำงานราวสี่ในห้ามีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตตั้งแต่ระดับปานกลางถึงสูง แต่กว่าครึ่งกลับเชื่อว่าถ้าที่ทำงานรู้ว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิต โอกาสก้าวหน้าในงานจะถูกจำกัดลง ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนรู้สึกกับสิ่งที่คนกล้าพูดออกมานี่แหละที่ทำให้ burnout เงียบอันตรายกว่าที่คิด เพราะมันไม่มีใครรู้จนกว่าจะสายเกินไป
สัญญาณที่คุณอาจมองข้ามไปเอง
Amanda Augustine ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก TopResume บอกไว้ว่า “คุณอาจตื่นมาแบบหมดแรง ฝืนทำงานให้ผ่านไปวันๆ หรือรู้สึกอ่อนล้าแม้จะพักผ่อนมาทั้งสุดสัปดาห์แล้วก็ตาม ความเหนื่อยล้าแบบต่อเนื่องนี้มักถูกมองข้าม ทั้งที่มันคือสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ ว่างานกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคุณอย่างจริงจัง”
สัญญาณที่คนมักมองข้ามมีอยู่ห้าอย่างด้วยกัน คือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาไม่ว่าจะพักมากแค่ไหน หมดความสนใจในงานที่เคยชอบ เริ่มถอยห่างจากเพื่อนร่วมงานโดยไม่รู้ตัว สลับโหมดเปิดปิดงานไม่ได้แม้จะเลิกงานแล้วก็ยังคิดเรื่องงานอยู่ในหัว และสุดท้ายคือการดูแลตัวเองที่เคยทำเป็นประจำเริ่มหลุดไปทีละอย่าง อาจเป็นออกกำลังกายที่เลิกไป การนอนที่ไม่เป็นเวลา หรือมื้ออาหารที่ข้ามบ่อยขึ้น
สัญญาณเหล่านี้ฟังดูเล็กน้อยเกินไปจนหลายคนคิดว่า “ก็แค่ช่วงนี้เหนื่อยหน่อย” แล้วปล่อยผ่านไป แต่ความจริงคือมันไม่ใช่แค่ mood ที่ผ่านไปได้เอง
สัญญาณที่ลึกกว่านั้น แม้แต่หัวหน้าก็มองไม่เห็น
ถ้าสัญญาณข้างต้นยังพอสังเกตได้จากตัวเอง มีอีกชุดสัญญาณที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น และแทบไม่มีใครรอบตัวจับได้เลย โดยเฉพาะในยุคที่ทำงานแบบ remote หรือ hybrid
สัญญาณกลุ่มนี้มักเป็นพฤติกรรมเล็กๆ ที่ดูไม่มีพิษภัย อย่างการปิดกล้องในประชุมต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ การตอบข้อความที่ไม่เร่งด่วนช้าลงเรื่อยๆ การจองปฏิทินให้แน่นจนไม่มีช่องว่างให้ใครมาคุยด้วย ความคิดริเริ่มที่หดหายไป การใช้คำพูดที่จำเจและไร้อารมณ์มากขึ้น และที่พบบ่อยที่สุดคือปฏิกิริยาสะท้อนกลับแบบ “ฉันโอเคดี” ทุกครั้งที่ถูกถาม
นี่คือสิ่งที่ทำให้เพื่อนผมคนนั้นหลุดรอดสายตาหัวหน้าไปได้นานหลายเดือน เขายัง ship งานได้ตามกำหนด ตอบแชทเร็ว ยิ้มในที่ประชุม แต่แรงงานทางอารมณ์ที่ใช้ในการ “แสดง” ว่าปกติดีนั้นเองที่ค่อยๆ กัดกินเขาจากข้างใน คนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดมักเป็นกลุ่มที่ mask อาการเก่งที่สุดเช่นกัน เพราะเขามีทักษะและความรับผิดชอบพอที่จะฝืนทำต่อไปได้นานกว่าคนอื่น
และนี่คือเหตุผลที่ quiet burnout อันตรายในเชิงการบริหารคน มันไม่ใช่แค่ปัญหาของคนคนเดียว แต่เป็นปัญหาของการวัดผล องค์กรที่รอจับสัญญาณจากแบบสำรวจความสุขในการทำงานที่ทำปีละครั้ง มักตรวจไม่พบอะไรเลย เพราะตอนที่คนตอบแบบสำรวจ เขาก็ยังตอบว่า “โอเคดี” เหมือนเดิม กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คนเก่งๆ ทยอยลาออกไปแล้ว ซึ่งต้นทุนของการเสียคนเก่งไปนั้นสูงกว่าที่หลายองค์กรประเมินไว้มาก
ความผิดพลาดที่เรามักทำตอนพยายามพัก
พอรู้ตัวว่าเหนื่อยเกินไปแล้ว สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่ทำคือจองตั๋วไปเที่ยว ลาพักร้อนสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แล้วหวังว่ากลับมาจะสดชื่นเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับคนจำนวนมากคือ กลับจากทริปพักร้อนได้ไม่ถึงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ความเครียดก็กลับมาเท่าเดิม เพราะการพักร้อนแค่หยุดอาการชั่วคราว เหมือนปิดแผลที่ยังไม่ได้รักษาต้นเหตุ พอกลับมาเจองานกองเท่าเดิม วัฒนธรรมองค์กรเดิม ขอบเขตงานที่ไม่เคยตั้งไว้ ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนไม่เคยไปไหน
อีกความผิดพลาดที่พบบ่อยไม่แพ้กันคือการเอานิสัย perfectionist เข้าไปในการพักด้วย คนจำนวนมากเชื่อว่าต้อง “แก้ไข” ตัวเองให้ดีพอก่อนถึงจะมีสิทธิ์ได้พัก หรือไม่ก็ทำ self-care แบบเช็คลิสต์ นั่งสมาธิห้านาทีแล้วคิดว่าจบ ทั้งที่ต้นเหตุจริงๆ อย่างภาระงานที่มากเกินไปหรือขอบเขตที่ไม่เคยตั้งไว้ยังคงอยู่เหมือนเดิม การพักที่ไม่ได้แตะต้นเหตุ ก็เหมือนการวางยาแก้ปวดบนแผลที่ยังไม่ได้เย็บ
แล้วต้องทำยังไงถึงจะฟื้นตัวได้จริง
การฟื้นตัวจาก burnout เงียบเริ่มจากการยอมรับก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณที่ร่างกายและใจกำลังบอกว่าระบบบางอย่างในชีวิตทำงานหนักเกินไป
สิ่งที่ได้ผลจริงเริ่มจากการพูดออกมา ไม่ว่าจะกับหัวหน้าที่ไว้ใจได้ หรือนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง จากนั้นค่อยๆ ตั้งขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น เช่น เวลาที่จะไม่ตอบงานหลังเลิกงาน หรือจำนวนประชุมที่รับไหวจริงๆ ในหนึ่งสัปดาห์ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการติดตามความรู้สึกของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะรอให้ถึงรอบสำรวจความสุขประจำปี การเช็กตัวเองสั้นๆ ทุกสองสัปดาห์ด้วยคำถามง่ายๆ ว่าช่วงนี้รู้สึกมีพลังแค่ไหน กลับช่วยจับสัญญาณได้เร็วกว่ามาก
ถ้าอาการเริ่มลามไปถึงขั้นนอนไม่หลับต่อเนื่อง อารมณ์แปรปรวนรุนแรง หรือรู้สึกไวต่อเสียงและแสงผิดปกติ นั่นคือจุดที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรง ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปเอง เพราะ Christina Jochim รองประธานสมาคมนักจิตวิทยาเยอรมนีเตือนไว้ชัดเจนว่า “burnout ไม่ว่าจะแบบไหน สามารถเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าทางคลินิกและโรคหัวใจได้”
คืนนี้ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อนก็ได้ครับ แค่ถามตัวเองตรงๆ สักครั้งว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกมีพลังแค่ไหนจริงๆ ไม่ต้องรอให้ใครมาถาม แล้วถ้าคำตอบทำให้คุณแปลกใจ นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการดูแลตัวเองให้ทันเวลา