Deep Work ของ Cal Newport: ทำงานให้ลึกในวันที่ LINE เด้งทั้งวัน

สรุป Deep Work ของ Cal Newport ว่าทำไมสมาธิลึกยิ่งหายากในยุคที่ LINE เด้งทั้งวัน พร้อมวิธีจัดตารางและปกป้องโฟกัสแบบนำไปใช้ได้จริงตั้งแต่วันนี้

ลองนึกถึงวันทำงานของคุณดูครับ คุณนั่งอยู่หน้าคอมตั้งแต่เช้าจนเย็น ประชุมบ้าง ตอบงานบ้าง แต่พอเลิกงานกลับรู้สึกว่างานชิ้นสำคัญที่ตั้งใจไว้แทบไม่คืบ งานที่ต้องใช้สมาธิคิดยาวๆ ถูกแทรกด้วยเสียงแชทเป็นระยะ พอตอบเสร็จและกลับมาทำงานเดิม ก็ต้องเสียเวลานึกใหม่ว่าเมื่อกี้คิดถึงไหนแล้ว วนแบบนี้ไปทั้งวัน

ความรู้สึกนี้มีชื่อเรียกครับ และมีคนอธิบายไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่ LINE จะเข้ามาเด้งในชีวิตเราด้วยซ้ำ คนนั้นคือ Cal Newport อาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และผู้เขียนหนังสือ Deep Work เขาแบ่งงานออกเป็นสองแบบ แบบแรกคือ Deep Work หรืองานที่ต้องใช้สมาธิเต็มที่โดยไม่มีสิ่งรบกวน เพื่อดึงความสามารถของเราออกมาใช้ให้เต็มที่ ส่วนแบบที่สองคือ Shallow Work หรืองานตื้นๆ เช่น ตอบแชทและเช็กอีเมล ซึ่งทำได้แม้สมาธิไม่เต็มที่ ปัญหาคือทุกวันนี้เราใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานแบบที่สองโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยที่สำรวจ knowledge worker พบว่า ตลอดวันทำงานเรามีช่วงที่โฟกัสได้ลึกจริงๆ เพียงสองถึงสามชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือหายไปกับการสลับงานไปมา

Newport บอกว่า Deep Work สำคัญด้วยสามเหตุผล อย่างแรก มันสร้างผลงานที่มีค่า เพราะต้องใช้ความคิดขั้นสูงที่คนอื่นทำตามได้ยาก อย่างที่สอง มันหายาก เพราะคนที่ทำได้มีน้อยลงเรื่อยๆ ในโลกที่ทุกคนถูกฝึกให้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว และอย่างสุดท้าย มันทำให้งานมีความหมาย เพราะงานที่ต้องทุ่มสมาธิเต็มที่มักให้ความรู้สึกพึงพอใจมากกว่างานที่ทำแบบผ่านๆ จุดนี้น่าคิด เพราะอธิบายได้ว่าทำไมคนที่เก่งจริงในสายงานของตัวเองมักฝึกฝนอย่างตั้งใจซ้ำๆ แทนที่จะทำงานให้ผ่านไปวันๆ Newport เชื่อมโยงแนวคิดนี้กับ Deliberate Practice ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คนธรรมดาพัฒนาจนเชี่ยวชาญได้

ทำไมโฟกัสยิ่งหายากในวันที่ LINE เด้งทั้งวัน

เหตุผลที่เรื่องซึ่งฟังดูง่ายกลับทำได้ยากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งอยู่ในตัวเลขที่น่าตกใจ คนทำงานถูกขัดจังหวะโดยเฉลี่ยทุกสองนาที และทุกครั้งที่ถูกขัดจังหวะ ต้องใช้เวลาราวยี่สิบสามนาทีกว่าจะกลับไปจดจ่อกับงานเดิมได้เหมือนเดิม ถ้าแชทเด้งทุกสองนาที สมองของเราก็แทบไม่มีโอกาสเข้าสู่ภาวะโฟกัสลึกตลอดวัน

Newport เองก็เจอปัญหานี้ เขาพบว่าเมื่อมีทั้งการประชุมและการเตรียมบรรยายเพิ่มเข้ามา สัดส่วนเวลาที่หมดไปกับงานตื้นก็สูงขึ้น จนเบียดเวลาสำหรับ Deep Work อย่างเห็นได้ชัด กรณีนี้เตือนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่เรารับปากทำงานเพิ่ม เวลาที่ใช้กับงานนั้นย่อมถูกหักออกจากช่วงที่ควรเก็บไว้ให้งานสำคัญ

อีกเรื่องที่ Newport เตือนไว้คือสิ่งที่เขาเรียกว่า Principle of Least Resistance แนวคิดนี้อธิบายว่า ในที่ทำงานเรามักเลือกทำสิ่งที่ง่ายและเร็วที่สุดตรงหน้า เช่น ตอบแชทก่อน เพราะง่ายกว่าการนั่งคิดงานยาก พฤติกรรมแบบนี้สะสมจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ค่อยๆ ทำลายความสามารถในการโฟกัสของคนทั้งองค์กร

4 รูปแบบจัดตาราง Deep Work ที่เลือกได้ตามชีวิตจริง

เมื่อรู้แล้วว่าปัญหาคืออะไร คำถามต่อไปคือจะจัดตารางอย่างไรให้มีช่วงโฟกัสลึกได้จริง Newport เสนอไว้สี่รูปแบบ แบบแรกคือ Monastic ซึ่งตัดสิ่งรบกวนอย่างเด็ดขาด เหมือนที่นักเขียน Neal Stephenson ไม่เปิดให้ติดต่อผ่านอีเมล เพื่อเก็บเวลาไว้เขียนหนังสือ แบบที่สองคือ Bimodal ซึ่งแบ่งเวลาเป็นช่วงยาวๆ ระหว่างการโฟกัสลึกกับการเปิดรับงานทั่วไป แบบที่สามคือ Rhythmic ซึ่งกำหนดช่วง Deep Work ให้เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ และแบบที่สี่คือ Journalistic ซึ่งสลับเข้าสู่โหมดโฟกัสลึกทันทีเมื่อมีเวลาว่าง

ทั้งสี่แบบเหมาะกับไลฟ์สไตล์ต่างกัน คนที่ควบคุมตารางตัวเองได้เต็มที่อาจเหมาะกับ Monastic ส่วนคนที่ยังมีประชุมบ่อยอาจใช้ Bimodal, Rhythmic หรือ Journalistic ได้จริงกว่า ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหลายคนพยายามเลียนแบบ Monastic ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เอื้อ แล้วสุดท้ายก็เลิกทำไปทั้งหมด นอกจากเรื่องตาราง Newport ยังยกตัวอย่างเทคนิคง่ายๆ ที่นักแสดงตลก Jerry Seinfeld ใช้สร้างความสม่ำเสมอ เรียกว่า “Don’t Break the Chain” หลักการคือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ทุกวัน แล้วขีดปฏิทินต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่ให้เส้นขาด เมื่อเห็นสายโซ่ยาวขึ้น เราก็ยิ่งไม่อยากหยุดทำ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Deep Work ไม่สำเร็จ และวิธีปกป้องโฟกัสให้อยู่ได้จริง

คนส่วนใหญ่ที่ลองทำ Deep Work แล้วล้มเลิกมักพลาดในจุดคล้ายกัน เช่น เปิดการแจ้งเตือนทิ้งไว้ระหว่างช่วงที่ตั้งใจจะโฟกัส ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าให้ชัดว่าจะทำอะไร หรือทำงานหนักต่อเนื่องจนหมดแรงโดยไม่เผื่อเวลาพักสมอง หลายคนคิดว่า Deep Work คือการบีบตัวเองให้นั่งทำงานยาวๆ ทั้งที่การพักก็สำคัญไม่แพ้กัน กรอบคิดหนึ่งจึงเสนอให้ดูสามเรื่องควบคู่กัน ได้แก่ ระยะเวลาที่โฟกัสได้ คุณภาพของการโฟกัส และเวลาพักฟื้นหลังจบงาน แทนที่จะดูเพียงว่านั่งทำงานได้นานแค่ไหน

คำถามที่คนทำงานในไทยอยากรู้ที่สุดคือ จะปกป้องโฟกัสอย่างไรในวันที่ LINE เด้งทั้งวัน จากแนวคิดข้างต้น มีหลักที่นำไปใช้ได้ไม่กี่ข้อ ข้อแรกคือสร้างกิจวัตรก่อนเริ่มงาน โดยปิดการแจ้งเตือนให้หมด ไม่ใช่แค่ปิดเสียง แต่ต้องไม่ให้ข้อความเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ ข้อสองคือเขียนตารางเวลาล่วงหน้าด้วยลายมือ คล้ายกับที่ Newport ใช้สมุด Black n’ Red จดตารางของแต่ละวันก่อนเริ่มงาน เพราะการเห็นแผนเป็นตัวหนังสือช่วยลดโอกาสที่จะหลุดไปทำอย่างอื่น ข้อสามคือปิดสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับงานตรงหน้าให้เหลือน้อยที่สุด ส่วนข้อสุดท้ายคือรวมงานตื้นๆ เช่น ตอบไลน์และตอบอีเมล ไว้ทำในช่วงเดียวของวัน แทนที่จะปล่อยให้งานเหล่านี้แทรกเข้ามาตลอดเวลา

Deep Work ไม่ได้ต้องอาศัยวินัยเหนือมนุษย์ แค่ต้องยอมรับว่า ทุกครั้งที่เราตอบรับงานเพิ่ม เวลาสำหรับโฟกัสลึกก็จะลดลง คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรทำ Deep Work หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าในวันที่ LINE เด้งทั้งวัน เรายังเหลือพื้นที่ให้ตัวเองคิดเรื่องยาวๆ อยู่บ้างไหม

ช่วยกันเเชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
Avatar photo
JakkitBlog

Summary Book