สรุปหนังสือ GRIT

สำหรับวันนี้ผมมีหนังสือที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง หนังสือที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความ ทรหดอดทน,การมีวินัย,รวมถึงเรื่องพรสรรค์ ฟังดูเหมือนเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการสอนฝึกทหารอะไรแบบนั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้เพียงเพื่อบอกแนวทางของผู้ที่เคยประสบความสำเร็จ พวกเขาต้องผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากมาย และหนังสือเล่มที่ผมจะมาสรุปนี้มีชื่อว่า Grit

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Angel Duckworth ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์ด้านสายจิตวิทยาและเธอยังเป็นที่ปรึกษาให้บุคคลในทำเนียบขาว ธนาคารโลก ทั้งทีมบาสเกตบอล NBA รวมทั้งบริษัทชั้นนำระดับ 500 อันดับแรกอีกด้วย

ความทรหดและพรสรรค์

ถ้าพูดถึงโรงเรียนเตรียมทหารคุณจะนึกถึงสิ่งใดที่เกิดมาในหัวของคุณบ้าง ส่วนใหญ่อาจคิดว่าการฝึกวิชาทางทหาร แต่สำหรับคนที่ไม่เคยได้ดูได้เห็นกับการฝึกวิชาทางการทหารนั้นว่ามีความยากเย็นแสนเข็นสักเท่าไร วันนี้ผมจะพาทุกคนไปสู่สนามฝึกที่เรียกว่าโรงเรียนเตรียมทหารกองทัพสหรัฐที่ เวสต์พอยต์ กระบวนการคัดเลือกนักเรียนที่นี้มีความเข้มข้นสุดๆ ทั้งในเรื่องทางด้านวิชาการ และด้านทางร่างกาย ที่เรียกกันว่าโหดหินเลยทีเดียว

ในทุกๆ ปีจะมีผู้สมัครกว่า 11000 คนเข้ามาสมัครเพื่อเข้าเรียน โดยทางโรงเรียนจะรับสมัครนักเรียนแค่ 4000 คน และที่มากไปกว่านั้น จะมีผู้ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานจริงเพียงราวๆ 2500 คน ยังไม่พอ ! สุดท้ายจริงๆ โรงเรียนแห่งนี้จะรับผู้ที่เป็นผู้ที่เรียกว่า มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการและสมรรถภาพทางร่างกายที่ดีที่สุดเหลือเพียง 1200 คน (ผู้ที่ได้รับเลือกส่วนใหญ่มักเป็นตัวแทนนักกีฬาโรงเรียนมาก่อนและยังเป็นหัวหน้าทีม,และในช่วงระหว่าการฝึกยังมีนักเรียนลาออกกลางคันอีกด้วยนะ)

ตัวอย่างกิจกรรมในวันธรรมดาของค่ายปีศาจแห่งนี้

เวลากิจกรรม
5.00 น.ตื่นนอน
5.30 น.ตั้งแถวหลังได้ยินเสียงสัญญาณ
5.30 – 6.55 น.ฝึกฝนร่างกาย
6.55 – 7.25 น.ทำธุระส่วนตัว,อาบน้ำแปรงฟัน
7.30 – 8.15 น.กินข้าวเช้า
8.30 – 12.45 น.ฝึก, เรียน
13.00 – 13.45 น.กินข้าวกลางวัน
14.00 – 15.45 น.ฝึก, เรียน
16.00 – 17.30 น.เล่นกีฬา
17.30 – 17.55 น.ทำธุระส่วนตัว
18.00 -18.45 น.กินข้าวเย็น
19.00 – 21.00 น.ฝึก, เรียน
21.00 – 22.00 น.เวลาของผู้ฝึก
22.00 น.ปิดไฟนอน

ถ้าเราดูจากตารางเวลาตั้งแต่ 05.00 – 22.00 น. ใช้เวลา 17 ช.ม/วัน เลยทีเดียวได้นอนหลับจริงๆ 7 ช.ม ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการฝึกฝนที่หนักขนาดนี้เพราะเวลานอนหัวถึงหมอนก็หลับแล้วครับ อารมณ์แบบนี้ผมเคยเจอมาตอนฝึกเป็นพลทหารเหมือนกันแต่ตารางอาจแตกต่างกันไปบ้าง มาเข้าเรื่องต่อครับ

นักเรียนคนหนึ่งเล่าว่า เขาเจอกับความท้าทายในทุกๆ ด้านที่คุณ “สามารถพัฒนาได้” ทั้งในเรื่องของด้านจิตใจ ร่างกาย การทหาร สังคม ความทรหดจะทำให้เราพบจุดอ่อนของเราเวลาที่เรา เหนื่อย ง่วง หิว สุดๆ บางคนหรือแม้แต่ตัวเราจะเผยแสดงจุดอ่อนออกมา ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้เเหล่ะครับ เพราะถ้าเราผ่านมันไปได้เราจะแข็งแกร่งขึ้นมาก

นักเรียนแต่ละคนพยามยามทำสิ่งที่พวกเขาสนใจและมองว่าสิ่งที่ทำนั้นสำคัญที่สุดใและต้องทำให้สำเร็จ ความพยายามนี้เองเมื่อมันสำเร็จแล้วมันจะเกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจในตอนท้าย แม้พวกเขาจะต้องเจอกับความน่าเบื่อ น่าหงุดหงิด หรือแม้ความเจ็บปวด สิ่งสำคัญคือพวกเขาไม่คิดจะยอมแพ้ และความหลงไหลของพวกเขาเป็นสิ่งที่อยู่คงทน

ความเหนื่อยที่เกินทน จะหลอมคนให้ “ทนทาน”
ความสบายที่ยาวนาน จะ “รอนราญ” ความเป็นคน

การผสมผสานระหว่างความหลงไหลบวกกับความอุตสาหะนี่เองที่ทำให้คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายเป็นคนที่พิเศษ คือพวกเขามี “ความทรหด” นั้นเองครับ


พรสวรรค์ทำให้ไขว้เขว

ย้อนหลับไปในปี 1869 มีงานวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับที่มาของความสำเร็จอย่างสูง ของกาลตัน เขาผู้นี้ได้รวบรวมรายชื่อคนที่ประสบความสำเร็จในสายงานต่างๆ เช่นกีฬา ดนตรี กวี กฎหมาย และสายงานอื่นๆ โดยต้องการหาข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กาลตันสรุปว่ากลุ่มคนที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ มีความโดดเด่นสามเรื่องด้วยกันได้แก่ “พรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ความกระหายที่จะเรียนรู้,และความสามารถที่จะทำงานหนัก

แต่แล้วก็มีคนที่โต้แย้งกับความคิดกาลตันที่ว่า “พรสวรรค์” ก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่จำเป็น แต่ทว่าผู้ที่โต้แย้งกับแนวคิดของกลาตัล เชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จต่างกันอยู่สองอย่างคือ “ความกระหายและการทำงานหนัก” ดังนั้นผมอยากให้เราหยุดคิดสักครู่แล้วดูว่าปัจจัยที่เป็นไปได้เกี่ยวกับความสำเร็จท้ายที่สุดแล้วความกระหายและการทำงานหนักสำคัญกว่าพรสวรรค์ด้านสติปัญญาคุณว่าจริงไหมครับ

สรุปแล้วพรสวรรค์ไม่ดีจริงหรือ ? คนเรามีพรสวรรค์เท่ากันหรือไม? คำตอบ คือไม่กับไม่ครับ การที่เรียนรู้ทักษะใดได้เร็วย่อมเป็นเรื่องดี แล้วก็จะมีคนที่ทำได้ดีกว่าเราไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ แล้วเพราะอะไรการยกย่องคนที่มีพรสวรรค์ เหนือกว่าคนที่มีความมุมานะถึงไม่เป็นที่ยอมรับ

สาเหตุสำคัญของเรื่องเพราะสาเหตุนี้ครับ การมกมุ่นกับพรสวรรค์เป็นเรื่องที่อันตราย เหมือนการส่องแสงไฟไปที่พรสวรรค์ เหมือนคุณสมบัติเรื่องอื่นๆ ถูกปกปิด ซ้อนเร้น (ความทรหด)

อย่างไรก็ตามสรุปการมุ่งเน้นไปที่เรื่องพรสวรรค์จะทำให้เราไขว้เขวและพาเราหันเหไปจากสิ่งที่อย่างน้อยก็สำคัญพอๆ กันนั้นคือ “ความพยายาม” เพราะความพยามยามนั้นส่งผลเป็นสองเท่า

ความพยามยาม X 2

หากเราให้ความความสำคัญกับเรื่องพรสวรรค์มากขึ้นเท่าไร ในมุมมองของผมคิดว่าคนเราอาจ มองข้ามเรื่องสำคัญอื่นๆ เพียงน้อยนิดเหล่านั้นไป บ้างคนอาจคิดว่าคงไม่เป็นแต่หารู้ไม่สิ่งนี้เป็นเหมือนเชื้อร้ายที่ไม่มีวันรักษาหายทางความคิด นั้นคือเรามีแน้วโน้มที่อาจจะยึดมั่นในแนวคิดนั้นต่อไปเรื่อยๆ

ขอยกงานวิจัยหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับนักกีฬาว่ายน้ำ โดยมีชื่อว่า “The mundamity of Excellence แปลเป็นไทยว่า ความธรรมดาสามัญของความเป็นเลิศ นั่นคือ ที่จริงแล้วความสำเร็จที่อัศจรรย์ที่สุดของเราเกิดจากการรวมตัวของส่วนประกอบมากมาย

ส่วนประกอบแต่ละชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่แสนจะธรรมดาสามัญ ผมจะกล่าวเห็นภาพง่ายขึ้นกว่านี้ ความจริงแล้ว ผลงานที่โดดเด่นเกิดจากทักษะหรือกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ รวมๆ กันเป็นหลายๆ อย่าง แต่ละละอย่างเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้และพบเจอโดยไม่คาดคิด

จนเกิดเป็นการทำซ้ำๆ จนกลายเป็นกิจวัตร (Routine) มองดูเหมือนว่ากิจวัตรที่เราทำเหล่านี้มันไม่เกิด Impact กับเราอะไรมากมาย

Key points สำคัญคือ “การที่ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องและถูกต้องเหมาะสมต่างหากที่นำไปสู่ความเป็นเลิศ”

สมการความสำเร็จ

พรสวรรค์ X ความพยายาม = ทักษะ >>> ทักษะ X ความพยายาม =ความสำเร็จ

พรสวรรค์ข้อดีข้อมันคือความรวดเร็วในการพัฒนาทักษะต่างๆ เกิดจากความพยายามของเราเอง และความสำเร็จคือผลลัพธ์เมื่อเรานำทักษะเหล่านั้นที่สะสมมาเรื่อยๆ ไปใช้ประโยชน์ และมันนำมาซึ่งโอกาส

ความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับสองสมการนี้เท่านั้นแต่ให้เราลองสังเกตุว่า “ความพยายาม” เกิดขึ้นสองครั้งในสมการเลยครับ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายคือ ความพยายามสร้างทักษะขึ้นมา และความพยามก็สร้างความสำเร็จขึ้นมาเช่นเดียวกันครับ

วัดความทรหดในตัวคุณ

ความทรหดเป็นเรื่องของการอดทนที่เราที่สร้างสิ่งดีๆ เป็นระยะเวลานานไม่ใช่แค่การทุ่มเทอย่างเพียงอย่างเดียว หลายครั้งที่ชีวิตคนพบเจอกับสิ่งที่เราลงมือทำเพื่อจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นแรกๆ เหมือนมีแววว่าจะดีแต่กลับล้มเหลวในภายหลัง เป็นกันไหมครับ?

สุดท้ายเรื่องราวหรือโครงการเหล่านั้นก็ลงเอยด้วยการถูกทิ้งลงถังขยะไป แบบนี้เราเรียกว่าความไม่ทรหดได้ไหม ?

คำตอบคือไม่เสมอไปครับ เรื่องมีอยู่ว่าการที่เราจะกระโดดจากจุดมุ่งหมายหนึ่งไปอีกจุดมุ่งหมายหนึ่ง เปลี่ยนจากทักษะหนึ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง วิธีนี้เป็นวิธีที่ผู้มีความทรหดเขาไม่ทำกับ หรือการทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า “เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ”

แต่อาจย้อนถามกลับว่า ถ้าเปลี่ยนงานที่ทำไปเรื่อยๆ แต่ให้น้ำหนักกับงานที่ทำหรือทำงานนั้นให้หนักๆ ไปเลยได้ไหม? คำตอบคือความทรหดไม่แค่การทำงานที่หนักสุดๆ มันแค่เป็นส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น

สรุปความเป็นเลิศไม่มีทางลัด การพัฒนาความเป็นเลิศหรือความเชี่ยวชาญและค้นหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ที่ยากเย็นแสนเข็น (ความทรหด) ต้องใช้เวลาบวกกับเวลาที่มาก ที่หลายคนคิด

  • ความทรหดคือการทำสิ่งที่เราสนใจและร่วมหัวจนท้ายไปกับมัน
  • ความทรหดคือการทำสิ่งที่เรารัก (ไม่ใช่รักอย่างเดียวต้องประคองรักนั้นเอาไว้ด้วย)

“Rome was not built in a day”

ความทรหดพัฒนาและเติบโตได้

ความสามารถของคนเรานั้นมีความหลากหลายเป็นผลจากพันธุกรรม บางคนเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมที่ช่วยให้รู้จักวิธีร้องเพลงให้เสียงดีไพเราะ บางคนกระโดดยัดลูกบาสลงห่วง บางคนแก้เลขสมการได้ง่ายๆ กว่าคนอื่น

ความสามารถทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นกับเรื่องพันธุกรรมทั้งหมด สิ่งที่อยากจะสื่อคือทั้งหมดที่ว่ามาล้วนได้รับผลกระทบอย่างมหาศาลจากประสบการณ์

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับของนักสักคมวิทยาชื่อแดน เขาเคยเขาร่วมแข่งขันว่ายน้ำสมัยระดับชั้นมัธยมปลาย แต่หยุดแข่งลงเมื่อรู้ว่าเขาไม่น่าเป็นนักว่ายน้ำระดับชาติได้

เหตุผลที่เขากล่าวว่า เขาตัวเล็ก และข้อเท้ามีปัญหาเหยียดไม่ได้ นี้คือข้อจำกัดของเขา

ข้อจำกัดของแดนที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องของทางร่างกาย แต่เป็นวิธีฝึกสอนต่างหากครับ เรื่องราวของแดนบอกกับเราได้ว่าไม่ใช่แค่ปัจจัยโดยกำเนิดหรือประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ต้องมีทั้งสองอย่างประกอบเข้าด้วยกัน

ความหลงไหลและความสนใจ

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนไม่น่าสนใจและดูฉาบฉวยในตอนแรก จนกว่าเราจะได้ลงมือทำ หลังจากผ่านไปได้ในระยะหนึ่งแล้ว เราจะได้เรียนรู้ถึงแง่มุมและปัญหาต่างๆ มากมายที่บางอย่างเราไม่รู้ในตอนแรก บวกกับเรายังไม่รู้วิธีที่จะแก้หรือเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เราต้องอยู่กับมันไปก่อนในระยะแรก

ก็เหมือนกับตอนที่เราเริ่มหัดอะไรใหม่ๆ นั้นแหล่ะครับในความคิดแรกมันจะเกิดอาการหวาดกลัว ที่จะทำสิ่งๆ นั้นทำไมมันยากเย็นจังนะ ล้มเลิกดีไหม? ก็อย่างที่กล่าวไป “เราต้องยอมทนอยู่กับมัน.” ไปก่อนในช่วงแรก

และในเวลาที่คนส่วนใหญ่นึกถึงความหลงไหล เรามักคิดสิ่งที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดโดยไม่คิดฝันมาก่อน เช่นหลังจากที่ลงแข่งว่ายน้ำเป็นครั้งแรก หลังจากขึ้นจากสระเราก็รับรู้ได้ทันที่ว่าเราจะได้เป็นนักกีฬาโอลิมปิกเข้าสักวัน…(ช่วงนี้เหมือนว่าน่าตื้นเต้นสุดๆ ) แต่ในความเป็นจริงการที่เราได้พบกับบางสิ่งที่ในที่สุดเรียกว่าความหลงไหลไปตลอดชีวิต มันเป็นแค่ฉากเปิดเรื่อง เพราะยังมีอีกหลายฉากที่ยาวกว่า (น่าตื้นเต้นน้อยกว่า)

ความสนใจของคนเราถ้าให้เปรียบเทียบช่วงตั้งแต่ “ช่วงการค้นพบเพียงเล็กน้อยตามด้วยการพัฒนาการที่มากมายและสุดท้ายการเพิ่มพูนทั้งชีวิต” โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้

ระยะที่หนึ่ง วัยเด็กเป็นช่วงวัยที่ยังเร็วไปที่จะรับรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรในอนาคตแต่พอเข้ามัธยมต้นความสนใจแต่ละอย่างของคนๆ นั้นจะเริ่มมีพัฒนาขึ้น แต่ก็ยังไม่หมายความว่าพวกเขาวัยนี้จะเริ่มชอบหรือไม่ชอบอะไร

ระยะที่สอง เราไม่อาจค้นพบความสนใจในความรู้สึกของตัวเราเอง สิ่งแวดล้อมต่างหากที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความสนใจ สิ่งกระตุ้นนี้อาจทำให้เรารู้สึกงุดงิดรำคาญอยู่บ้าง เพราะเราไม่สามารถรู้เลยว่าสิ่งใดดึงดูดความสนใจของเรา นอกจากนี้”เรายังไม่สามารถบังคับให้เราทำสิ่งที่เราสนใจในบางอย่างได้”

ระยะที่สาม ระยะนี้แหล่ะครับเป็นระยะที่ต้องอาศัยการลงมือทำแบบรุกไปข้างหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญเมื่อเกิดความสนใจแล้ว จะต้องกระตุ้นทำซ้ำ ย้ำครับ “กระตุ้นทำซ้ำ” เรียกได้ว่าเรามาถูกทางก็ว่าได้

มีกรณีตัวอย่างของนักบินอวกาศนาซาชื่อไมค์ ฮอปกิน ความสนใจของเขาเกี่ยวการท่องอาวกาศเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกตอนเรียนมัธยม เมื่อได้ดูการปล่อยยานอวกาศทางโทรทัศน์ จุดที่หน้าสนใจของฮอปกิน คือการที่ได้ดูการปล่อยยานอาวกาศ ซ้ำๆ ตลอดหลายปีหลังจากนั้น เขาเริ่มค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนาซา และมันก็นำเขาไปสู่จิกซอร์ตัวต่อไป

สรุป ความหลงไหลและความสนใจของเราไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววันราวกับการหยั่งรู้ มันคือสิ่งจำเป็นที่เราต้องทุมเทแรงกายใจเพื่อสิ่งๆ นี้จนกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย แต่ถ้าเรามองในด้านดี ความสนใจแรกนั้นบอบบาง (ระยะหนึ่ง) ยังไม่ชัดเจน มันต้องอาศัยการพัฒนาและขัดเกลาอย่างกระตือร้นเป็นปีๆ หรืออาจหลายปีนั้นเองครับ

เริ่มฝึกฝน

กว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญความเป็นเลิศในด้าน ด้านหนึ่งมันต้องอาศัยจำนวนระยะเวลา ซึ่งเวลาที่ว่านั้นคือ 10000 ชั่วโมง และนี้คือเบื้องหลังระยะเวลาของผู้ที่ประสบความสำเร็จ “กฎ 10000 ช.ม และกฎ 10 ปี มันคือการฝึกเป็นระยะเวลาหลายสิบปีที่จะหล่อหลอมคนๆ หนึ่งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญความเป็นเลิศอย่างแท้จริง

พอได้อย่างถึงตรงนี้ผมนึกถึงคำพูดของ เจค๊อป รีส์ นักข่าวและนักปฎิรูปสังคมชาวอเมริกาเชื้อสายเดรนมาร์กเขียนไว้ได้ดีมากว่า

“เมื่อใดที่ทุกอย่างเหมือนไม่ได้ผล ผมมักย้อนถึงช่างตัดหินที่กะเทาะก้อนหินเป็นร้อยครั้งโดยที่ไม่มีรอยร้าวปรากฏให้เห็นเลย แต่ในการกะเทาะครั้งที่ 101 หินก้อนนั้นกับแตก ผมรู้ว่านี้ไม่ใช่การกระเทาะครั้งสุดท้ายที่ทำให้ตัดหินได้สำเร็จ แต่ผลมาจากกระเทาะทุกๆ ครั้งต่างหาก”

การฝึกฝนอย่างจดจอ (Deliberate practice) บางคนอาจมีปัญหาแล้วรู้สึกท้อแท้หมดหวังกับการฝึกฝนแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังที่ตั้งใจไว้เพราะอะไรมาหาคำตอบกันครับ

ผมจะลองให้คุณผู้อ่านลองนึกถึงตัวอย่างการตั้งใจเรียนภาษาที่สองโดยในแต่ละวันคุณจะใช้เวลา 1 ช.ม ต่อวัน ในการฝึกซึ่งคุณใช้เวลาฝึกมันมาเป็นพันๆ ชั่วโมงแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าคุณจะ พูด อ่าน ,เขียน ยังไปไม่ถึงไหน เหตุเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือตัวชี้วัดการเรียนภาษาของคุณ , การปรับปรุงรูปแบบการเรียน, การจดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ทุกครั้งที่เรียน

และไหนระหว่างที่คุณเรียนอยู่นั้นอาจมีสิ่งที่รบกวนที่เบนความสนใจออกจากการเรียนที่ต้องใช้อดทนอย่างมาก สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณไม่พัฒนาเพราะคุณไม่ได้ฝึกฝนอย่างจดจ่อนั้นเอง แล้วเราจะออกห่างจากสิ่งรบกวนเหล่านั้นได้อย่างไร

สิ่งแรกคือ ต้องตั้งเป้าหมายให้มีความท้าทาย รวมจุดสนใจไปที่จุดเล็กๆ Focus เพียงแค่จุดเดียว มองหาจุดอ่อนและปรับปรุงแก้ไขมันเสีย เก็บจุดแข็งไว้ก่อน วิธีนี้มันจะทำให้เราตั้งใจมองความท้าท้ายก่อนหรือสิ่งที่เรายังขาดทักษะนั้นๆ

ตัวอย่างเช่นการเอาชนะตัวเองในการฝึกซ้อมสิ่งต่างๆ หากวันหนึ่งคุณฝึกวิ่ง 100 เมตร โดยในใช้เวลาวิ่งครั้งนั้นไป 30 วิ ครั้งต่อไปคุณต้องพยามรักษาสถิตินี้ไว้ แล้ววิ่งให้ได้เวลาน้อยกว่านี้ ไปเรื่อยๆ หลังจากคุณต้องพยามไปให้ถึงเป้าหมายที่ท้าทายด้วยใจเด็ดเดียวบวกกับ “พยายามอย่างหนัก” สิ่งที่น่าสนใจคือการฝึกซ้อมคนเดียวเพื่อให้มีสมาธิจดจ่อและปรับวิธีการวิ่งของคุณทุกๆ จุดให้ดีขึ้น

ความกระตื่นรื่อร้นที่จะรับคำติชมอย่างรวดเร็วจากคนอื่น เพราะยิ่งรู้ว่าเราผิดพลาดตรงไหนได้เร็ว คุณจะพัฒนาได้เร็วเช่นกัน เพราะทำให้คุณสนใจส่วนที่ผิดพลาดมากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องขั้นต่อไปก็คือ

ทำซ้ำแล้วเล่าจนเกิดพัฒนาเป็นคนที่เชี่ยวชาญ จนกระทั่งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อนในช่วงแรกที่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหรือขี้เกลียดทำ ทำยาก ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน กลายเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างอัตโนมัติอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากทำแบบคลูๆ เลยว่างั้นก็ได้ครับ

แต่ยังไม่หมดแค่นี้ครับทั้งหมดนี้เป็นเพียงฉากจบความท้าทายแรกเพียงเท่านั้นมันยังมีเป้าหมายที่ท้าทายแบบใหม่รอให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณทำอีกครับ

“การขัดเกลาทักษะทีละเล็กทีละน้อยและครั้งละจุดเช่นนี้จะสั่งสมจนกลายเป็นความชำนาญที่น่ามหัศจรรย์ในที่สุด”

ถ้าชีวิตของเราเปรียบเสมือนการวิ่ง ผมอยากให้เรานึกว่ากำลังวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้เวลาและความทรหดอดทนอย่างมหาศาลและต้องประกอบกับสิ่งต่างๆ ทั้งความหลงไหล ความอุตสาหะเพื่อให้บรรจุเป้าหมายที่วางไว้ เบื้องหลังของความสำเร็จที่ว่านั้น เกิดได้จากการที่เราสนใจสิ่งๆนั้นแล้วพัฒนามันให้ดียิ่งขึ้น ใช้เวลาอยู่กับมัน ฝึกฝน ทำสิ่งที่ทายใหม่ๆ และมองโลกในแง่บวกแม้เราเจอกับเรื่องร้ายๆ ครับ


ช่วยกันเเชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
Avatar photo
JakkitBlog

Summary Book