ผู้รับ (Taker) ลักษณะที่โดนเด่นก็ตามชื่อที่กล่าวไว้ เป้าหมายหลักคือตัวเองต้องได้รับผลประโยนช์มีแนวคิดว่าคนโง่ย่อมเป็นเยื่อของคนฉลาด ถ้าอยากได้ดีต้องอยู่ให้เหนือกว่าผู้อื่นให้ได้ คนกลุ่มนี้มักชอบโฆษณาตัวเองทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับความดีความชอบ แต่คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งตัดสิน ผู้รับในแง่ร้ายเกินไปนะครับ เพราะพวกเขาแค่อยากปกป้องตัวเอง เป็นขั้วตรงข้ามกับ
ผู้ให้ (Giver) คนประเภทนี้มักต้องการให้ผู้อื่นได้ผลประโยชน์มากกกว่าสิ่งที่เราจะเสียไป หรือไม่ก็ไม่นึกถึงผลเสียของตัวเลยแม้แต่น้อยรวมถึงไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เลยด้วยซ้ำ ในโลกนี้มีผู้ให้ที่มีชื่อเสียมากมาย
เช่นแม่ชีเทเรซาหรือมหาตมะ คานที แต่เราไม่ต้องกลายเป็นผู้ให้มากขนานนั้นก็ได้ แค่ขอให้ความสำคัญกับผลประโยนช์กับผู้อื่นด้วยการช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แบ่งปั่นสิ่งของต่างๆ ก็ถือว่าเป็นการให้แล้วครับ
ความสมดุลระหว่าง การรับและการให้คือผู้แลกเปลี่ยน (Matcher) คนเหล่านี้จะยึดมั่นในหลักการยุติธรรม เมื่อฉันให้คุณไปแล้วฉันต้องได้รับสิ่งตอบแทนกลับคืนมา หรือการยื่นหมูยื่นแมวนั้นเอง
ทีนี้คุณผู้อ่านคิดว่า แล้วคนสามประเภทที่ได้กล่าวใครคือผู้ที่จะประสบความสำเร็จน้อยและมากที่สุด คำตอบคือผู้ให้นั้นเอง เพราะผู้ให้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ จริงอยู่ที่พวกเขาต้องการช่วยเหลือให้คนอื่นให้ประสบความสำเร็จแต่ต้องแลกมากับความสำเร็จของเขาเอง
กุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ให้ไต่จากจุดต่ำสุดไปสู่จุดสูงสุดของบรรไดแห่งความสำเร็จคือ การเรียนรู้ที่จะใช้ประโยนช์จากการให้และในขณะเดียวกันก็ยังลดผลเสียให้เหลือน้อยที่สุด
การสร้างความสัมพันธ์
ชายคนหนึ่งเกิดมาพร้อมกับครอบครัวที่ยากจน เมื่อเติบโตขึ้นเขาพยายามทำตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจนโดยการศึกษาเล่าเรียนที่ดีทั้งยังได้ทำงานกับองค์ที่มั่นคงจนกระทั้งชีวิตพลิกพลันกลับกลายให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐ์ในที่สุด
และแล้วก็มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นกับตัวเขาผู้นี้ ใช่ว่าสิ่งร้ายๆ จะไม่เกิดขึ้นกับใครที่ดูร่ำรวย มีอำนาจ ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุปัจจัยของ”การเป็นนักสร้างภาพตัวยง” ภายนอกผู้คนมองเขาเป็นผู้ให้แต่จริงๆ แล้วก็เป็นผู้รับดีๆ นี้เอง
เพราะเหตุใดผู้รับที่ได้กล่าวมานี้ถึงได้ประสบความสำเร็จ คำตอบคือรู้จักคนเยอะ เมื่อรู้จักคนเยอะมนุษย์เรามักจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพื่อความได้เปรียบสามอย่างคือ
- ข้อมูลส่วนตัว
- ทักษะต่างๆ ที่หลากหลาย
- อำนาจ
เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นมันจะนำไปสู่โอกาสในการเข้าถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญหรืออิทธพล มีงานวิจัยหลายๆ ที่ระบุว่า คนที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ใหญ่มักจะได้ดี ทั้งในเรื่องการได้เลื่อนตำแหน่งงานที่รวดเร็วกว่าคนทั่วไป เมื่อตำแหน่งมาเงินก็จะตามมาเช่นกัน
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่อยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ของเราเป็นคนประเภทไหน? ข้อสังเกตุง่ายๆ คือสังเกตการ “ปฎิบัติตัวต่อคนอื่นในสังคมอย่างไร” และอีกวิธีหนึ่งคือการมองหาสัญญานของ “การโอ้อ้วดเกินจริง”
สายสัมพันธ์แบบเหินห่างเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม แต่มันมีประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะถ้าเราเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ผู้รับและผู้แลกเปลี่ยนไม่มี ความแตกต่างระหว่างผู้รับคือเหมือนหลุมดำที่คอยสูบดึงเอาทุกอย่างที่ต้องการ ส่วนผู้ให้เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่คอยส่งแสงให้คนรอบข้าง เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็น เสนอแนะนำ ให้โอกาศ กับผู้คนทั่วๆ ไป
เมื่อการช่วยเหลือของคนคนหนึ่งถูกส่งต่อไปยังอีกคน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ วิธีนี้เป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ช่วยเหลือซึ่งกันและกันส่งต่อเป็นทอดๆ ดังกับสภาษิตไทยที่ว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
การให้ต้องให้ด้วยความชัดเจนและทำมันอย่างมีวินัยเพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง แรงขับเคลื่อนนี้สามารถเป็นพฤติกรรมการแพร่กระจายไปสู่สังคมอย่างรวดเร็วส่งผลให้คนเรากลายเป็นผู้ให้โดยที่เราไม่รู้ตัวซึ่งมันคือสิ่งที่ดีมากครับ
การร่วมมือและความคิดสร้างสรรค์
ความเชื่อของชาวตะวันตกที่ว่าการพึ่งพาคนอื่นเป็นสัญลักษณ์ของคนที่อ่อนแอ ผู้รับมีแนวคิดความเชื่อนี้ดี พวกเขามองว่าการพึ่งพาคนอื่นมากไปจะทำให้กลายเป็นคนอ่อนแอ
ตรงกันข้ามกับผู้ให้การพึ่งพาคนอื่นเหมือนได้พลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับพวกเขา การได้ทักษะของหลายๆ คนรวมกันทำให้ความสำเร็จเกิดได้ง่ายขึ้น
และไม่มองว่าการช่วยเหลือของคนเราอาจส่งผลต่อหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทนในภายหน้านี้คือยข้อดีของผู้ให้ ซึ่งผู้แลกเปลี่ยนยึดถึงแนวคิดการบุญคุณต้องแทนไม่วันนี้ก็วันหน้า
ถ้าเรามองในมุมมองของผู้ให้ การแบ่งปันความดีความชอบไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดได้ฝ่ายหนึ่งเสีย ความสำเร็จมีที่ว่างรอสำหรับทุกคน เมื่อคนเราคิดแบบนี้ความก้าวหน้าของทุกคนจะก้าวไปด้วยกัน
ค้นหาเพรชในตม
การค้นหาเพรชในตมนั้นมีองค์ประกอบหลักๆ 2 อย่างดังต่อไปนี้
- ค้นหาดาวเด่น
- เจียระไนเพรชในตม
เรามาเริ่มที่การค้นหาดาวเด่นกันเลย ความเชื่อเป็นสิ่งที่ครูที่มีต่อตัวนักเรียนที่เขาสอนว่ามีความสามารถสูง และยังตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับความสำเร็จและยังลงทุนลงแรงให้การสนับสนุนกับลูกศิษย์มากขึ้น มันเหมือนไปกระตุ้นแรงผลักดันให้นักเรียนเกี่ยวกับความสำเร็จของนักเรียน เท่านั้นยังไม่พอครูจะสื่อสารกับนักเรียนด้วยความอบอุ่น มอบงานที่ท้ายทายให้ เรียกให้ตอบคำถามที่มากกว่าคนอื่นๆ ทั้งยังติชมอยู่บ่อยๆ
แม้ว่าครูไม่ได้เก่งเรื่องการเล็งเห็นพรสวรรค์แต่เห็นกลับเห็นว่าทุกคนมีพรสวรรค์และพยามยามเค้นดึงศักยภาพของคนเหล่านั้นออกมากให้มากที่สุดที่จะมากได้ ถ้าให้เปรียบนักเรียนเหล่านี้ก็เหมือน เพรชในตมที่รอคอยว่าสักวันหนึ่งจะถูกค้นพบและถูก”เจียระไน”
ความสำเร็จไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของคน แต่มันคือความพยายามต่างหาก
กำลังใจที่มอบให้แก่ผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ มันช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในศักย์ภาพของตัวผู้รับเอง ความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท เรียกทั้งหมดนี้ว่า “ความพยายาม”
ในหนังสือของมัลคอล์ม แกลดเวลล์ อธิบายว่าคนเราถ้าจะเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะต้องใช้การฝึกฝนอย่างจดจ่อ นานเป็นเวลา 10000 ชั่วโมง อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้พวกเขาฝึกฝนได้ขนาดนั้น คำตอบคือ “ผู้ให้” นั้นเอง
นิสัยผู้ให้ส่วนใหญ่ไม่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพรสวรรค์ โดยมองว่าคนเราล้วนมีศักยภาพในตัวมากกว่ามองหาแรงจูงใจเรื่องพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด
อีกบทบาทหนึ่งของผู้ให้นั้นคือ “การมุมานะ” หรือการกระตือรือร้นและมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว เรื่องนี้ผมเคยสรุปไว้ในบทความสรุปหนังสือ Grit ที่บอกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรหด จดจ่อ และความตั้งใจมากกว่าผู้อื่น สิ่งสำคัญ คือการตั้งความหวังให้สูง ส่งเสริม รีดเค้นศักยภายในตัวพวกเขาออกมากให้มากที่สุด สุดท้ายพวกเขาจะก้าวข้ามความสามารถของตัวเอง
และสิ่งสำคัญมากๆ ประการสุดท้ายคือ การเล่นเกมยาวและยั่งยืนในระหว่างที่เราฝึกฝนเพื่อประสบความสำเร็จเราควรตั้งเป้าหมายแต่ให้เก็บเป้าหมายในใจก่อน มุ่งเน้นระยะทางเป็นหลัก ในระหว่างทางที่เราเดินควรสร้างสิ่งที่น่าสนใจ และสนุกกับมัน นี้คือความสำเร็จในระยะยาวและยั่งยืนครับ
พลังของการสื่อสารแบบไร้พลัง
ท่าทางที่สง่างามและการพูดแบบมีวาทะศิลป์เป็นความสามารถของการสื่อสารที่มีพลัง ในย่อหน้านี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวทนายคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างมาก แต่จุดอ่อนหนึ่งของเขาที่อาจดูขัดแย้งกับเรื่องความสำเร็จที่ว่าคือ การพูดติดอ่าง
สิ่งที่ตรงกันข้ามของการสื่อสารแบบทรงพลังคือการสื่อสารแบบไร้พลัง มีลักษณะดังนี้
- พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่หนักแน่น
- ไม่มีความมั่นใจ
- ชอบพึ่งพาคำแนะนำจากผู้อื่น
คนที่เป็นผู้นำมักพูดด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง เพื่อแสดงออกถึงการเป็นจ่าฝูงสามารถนำคนจำนวนมากได้ ตรงข้ามกันกับผู้ให้ซึ่งมักแสดงจุดอ่อนออกมาให้เห็นคนภายนอกดูแล้วเป็นเรื่องน่าขำและรู้หรือไม่สิ่งนี้ “การสื่อสารที่ไร้พลัง” ซึ่งมันแสดงออกถึงความจริงใจอย่างแท้จริง ความรู้สึกทำแล้วเกิดความสบายใจที่จะแสดงจุดอ่อนของตัวเองออกมาจุดประสงค์เพื่อการช่วยเหลือคนอื่นนั้นเอง
ตัวอย่างคนที่ชอบพูดติดอ่างทั่วๆ คนเห็นก็ตลกเพราะมันทำให้เขาดูจริงใจ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เห็นตัวตนที่แท้จริงภายใน เรื่องนี้ผมว่าจริงมากๆ เพราะว่ามันดูจริงใจ ซื่อสัตย์ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ปกปิดลักษณะของคนประเภทนี้แหล่ะครับคือผู้ให้ตัวจริง ที่สังคมไทยเราต้องการเป็นอย่างมาก
และจุดสำคัญที่ทำให้ผู้ให้ประสบความสำเร็จและกลายเป็นดาวเด่นขึ้นมาได้คือ การสื่อสารแบบไร้พลัง มาพร้อมการตั้งคำถามแบบไร้พลังอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้ให้มักชอบใช้
ความแตกต่างระหว่างการพูดอันทรงพลังและไร้พลังมีเส้นบางๆ อยู่ระหว่างการถูกบังคับให้ทำตามและการกระทำโดยสมัครใจมีตัวอย่างของมาให้ดู
สมมุติว่า อาทิตย์หน้ามีคนมาบอกกับเราว่าให้ไปเลือกตั้ง สส พูดโดยบังคับหรือพูดในทางโฆษณาด้านดีของผู้สมัครคนนั้นเป็นผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไรครับ ผู้อ่านน่าจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า นายคนนี้ดูเหมือนไม่จริงใจเลยใช่ไหมครับ แม้คำพูดอาจจะดูน่าเชื่อถือมากเพียงใดก็ตามแต่ ความรู้สึกมันก็แตกต่างจากการตั้งคำถามว่า คุณวางแผนจะไปลงคะแนนเสียงหรือไม่ครับ
คำพูดของผู้ที่ใช้การสื่อสารที่ไร้พลัง (พูดในเชิงแสดงความไม่แน่ใจ)
- ความลังเล เช่น “เอ่อ” “อ่า” “แบบว่า”
- พูดแบบเลี่ยงๆ เช่น “ประมาณนั้น” “ทำนองนั้น” “อาจจะ” “บางที”
- พูดออกตัว เช่น “ความคิดนี้อาจไม่เข้าถ้า แต่ว่า….
การของคำแนะนำยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรูปแบบ การสื่อสารแบบไร้พลัง เรียกได้ว่ามันรวมร่างระหว่าง จุดอ่อน การตั้งคำถาม และการพูดในเชิงไม่แน่ใจ มันก็คือเวลาทำงานแล้วเราถามเพื่อนว่าควรทำสิ่งนี้สิ่งนั้นอย่างไร?
แต่ตรงกันข้ามกับผู้รับและผู้แลกเปลี่ยนเราจะไม่ค่อยได้เห็นคำถามจากปากพวกเขา เพราะในใจกลัวว่าเดี๋ยวอีกฝ่ายหาว่าโง่เงาไม่รู้เรื่อง แต่หารู้ไม่การถูกมองว่าอ่อนแอ มันเป็นจุดแข็งของผู้ให้จริงๆ ครับเพราะพวกเขาไม่ต้องกังวนเรื่องศักดิ์ศรีหรือความไม่มั่นใจ
ประโยนช์ของการขอคำแนะนำ
- เกิดการเรียนรู้
- เปิดรับมุมมองใหม่ๆ
- มีความรับผิดชอบ
- ได้รับการชื่นชม
คนที่เคยช่วยเหลือท่านย่อมเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือท่านอีกครั้งมากกว่าคนที่ท่านเคยให้ความช่วยเหลือ (เบนจามิน แฟรงกลิน)
ภาษาเป็นที่มาของความเข้าใจ การสื่อสารที่ไร้พลังก็เป็นภาษาหนึ่งที่ผู้ให้ส่วนใหญ่ชอบใช้เป็นประจำ ทั้งหมดคือความสำเร็จของพวกเขา จะขอทบทวนอีกครั้งว่าการสื่อสารที่ไร้พลังมีอะไรบ้าง?
- การแสดงจุดอ่อน
- การตั้งคำถาม
- การพูดเชิงไม่แน่ใจ
- การขอคำแนะนำ
เทคนิคการให้ เพื่อไม่ให้หมดไฟ
ความสำเร็จของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญเราต้องรู้จักหลุดพลางของการให้ เช่นการทุมเทเวลาให้ผู้อื่นที่มากเกินไปส่งผลต่อพลังงานของเรา สุดท้ายเราจะหมดไฟล้มเลิกเป้าหมายในชีวิตไปอย่างที่หลายๆ คนเจอในยุคนี้
ผู้ให้กับแรงจูงใจสองประเภท คนที่คำนึงถึงผลประโยนช์ส่วนตัวและคนที่คำนึงถึงผลประโยนช์ของผู้อื่น คนสองประเภทนี้แตกต่างกันที่ปลายทางของความสำเร็จ
คนที่ทุ่มเทแรงกายและแรงใจเพื่อคนอื่นอย่างสุดโต้งโดยไม่คิดถึงผลประโยนช์ที่ตัวเองจะได้รับบ้างก็เหมือนกับการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่เร่งความเร็วตั้งแต่ช่วงเริ่มออกวิ่ง สุดท้ายหมดแรงระหว่างทางไปไม่ถึงเส้นชัย
อาการของผู้ให้ที่หมดไฟ
- ขาดความจดจ่อ
- ขาดพลังในการทำงาน
- คุณภาพและปริมาณในการทำงานลดต่ำ
- สุขภาพจิตใจย่ำแย่
- มีอาการซึมเศร้า
- ร่างกายอ่อนล้า
- นอนไม่หลับ
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ่
- เกิดโรค เช่นหัวใจและหลอดเลือด
ปริมาณการให้ที่มากไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการหมดไฟ สาเหตุที่แท้จริงมันเป็นเรื่องของปริมาณข้อมูลเรื่องของผลกระทบของการให้มากกว่า เช่นการแสดงอาการความห่วงใยที่มากเกินไป การได้รับรู้ถึงอาการของพวกเขาเหล่านั้นอยู่ในช่วงที่ทุกทรมาณ และนี้ก็เป็นสาเหตุที่ผู้ให้หมดไฟ เพราเป็นห่วงอาการของเขา แต่กลับช่วยเหลืออะไรได้ไม่เต็มที่นั้นเอง
สร้างการเปลี่ยนแปลง
เมื่อเรารู้สึกว่างานที่เราทำสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นประโยนช์กับผู้คนเราจะรู้สึกมีกำลังใจที่จะทำงานนั้นต่อไป
วิธีเพิ่มพลังฉบับคนหมดไฟ
- ทำแล้วเกิดประโยนช์และเห็นผลชัดเจน
- เริ่มเป็นผู้ให้ในบริบทสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
- การให้ที่มากขึ้น คือการเปิดโอกาส
- คือการเปิดโอกาศให้ตัวเองเป็นฝ่ายให้ในแบบที่ทำแล้วเห็นความสำคัญของงานที่ทำจึงรู้สึกมีไฟมากขึ้น
การให้แบบใส่ใจเขาใจเราหรืออาจเรียกว่าการให้แบบจดจอ (chunking) เป็นการให้ในลักษณะแบ่งช่วงเวลาเป็นครั้งๆ “ให้ภายในวันเดียวให้จบ” ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราทำงานเป็นอาสาสมัครอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้จัดการการเวลาไว้ในรายการ To-Do-Lite จัดไว้ในช่วงสุดสัปดาห์ และเมื่อถึงเวลานั้นก็ให้ลงมือทุมเทการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะเราจะมีพลังในการให้และมันจะเห็นผลออกมาอย่างชัดเจน
หมดไฟเพราะให้แบบกระจัดกระจายหรือการให้แบบทีละเล็กละน้อย เป็นปัญหาที่จะสร้างความเหนื่อล้ารบกวนจิตใจส่งผลแก่สมาธิและความเหนื่อยล้า เพราะมั่วแต่แบ่งเวลาไปช่วยงานคนอื่นมากเกินควร หันมามองงานของตัวเองคืบหน้าไปถึงไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ให้แบบกระจัดกระจายหมดพลังใจในที่สุด
เปลี่ยนผู้ให้ที่ไม่นึกถึงตัวเองให้กลับมามองคิดถึงตัวเองในการให้แบบใจเขาใจเราหรือการให้แบบจดจ่อให้เรากำหนดเวลาห้ามรบกวน และ ช่วงปฏิสัมพันธ์ โดยแบ่งช่วงที่ห้ามรบกวน 3 วัน/สัปดาห์
ตารางเวลา การให้คำปรึกษา
| Day | Do not disturb time | Time for advice |
|---|---|---|
| วันจันทร์ | 08:00 – 12:00 | |
| วันอังคาร | 08:00 – 12:00 | |
| วันพุธ | 08:00 – 12:00 | |
| วันพฤหัส | 08:00 – 12:00 | |
| วันศุกร์ | 08:00 – 12:00 |
สามารถปรับได้เพื่อให้เหมาะสมกับเวลางานของแต่ละคนแต่ควรจัดเวลา ช่วงห้ามรบกวนและช่วงที่สามารถปรึกษาได้ ให้ตรงกับเวลาของทุกคนครับ สิ่งสำคัญที่ทำให้เราเป็นผู้ให้ได้แบบนึกถึงใจเขาใจเรา มันคือสิ่งกระตุ้นความกระตือรือร้น และได้เห็นพวกเขามีความสุข แล้วยังทำให้เรามีแรงจูงใจที่จะทำมันต่อจนไม่รู้จบ
ความใจกว้าง
ผู้ให้เป็นเหมือนพลังการขับเคลื่อนสังคมและเราต้องการคนแบบนี้เยอะๆ ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักเกิดกับผู้ให้นั้นคือการ “ถูกเอาเปรียบ” ที่ไม่ยุทธติธรรมของคนในสังคมที่จ้องเอาแต่จะรับอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงบุคคลอื่น และความใจกว้างของผู้ให้ในบริบทแวดล้อมของการทำงานส่งผลเสียออกมาได้ชัดเจนเช่น
- ไม่ได้ถูกพิจารณาการขึ้นเงินเดือน หรือถ้าขึ้นก็น้อย
- การเติบโตในหน้าที่การงานช้า
- การเลื่อนตำแหน่งเป็นไปอย่างล้าช้า
3 วิธีการรับมือคนรอบตัวที่ชอบเอาเปรียบเรา
1.ไว้ใจคนอื่นมากไปเป็นหลุมพลางของผู้ให้ รูปแบบหนึ่งการมองโลกในแง่ดีจนเกินควรทำให้เราคิดว่าทุกคนในที่ทำงานล้วนไว้ใจได้และเชื่ออย่างสนิทใจว่าการมองโลกด้านดีมันทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น แต่มันนำมาซึ่งปัญหาของการถูกเอาเปรียบ
แล้วจะมีวิธีป้องกันหรือดูว่าคนที่เราคบหาอยู่เป็นผู้ให้หรือเป็นนักสร้างภาพกันแน่และถ้าอยากเป็นผู้ให้ที่ประสบความสำเร็จเราต้องรู้ว่าใครมีแนวโน้วที่จะเอาเปรียบเราได้บ้าง โดยปกติความคิดของเราเวลาค้นหาว่าใครคือ ผู้ให้ ผู้รับหรือผู้แลกเปลี่ยน เราต้องดูจากปัจจัยภายนอกเช่น
- ท่าทีเวลามีปฎิสัมพันธ์ทางสังคม
- ความเป็นมิตร
- ดูน่าคบหาหรือ
- สุภาพอ่อนน้อม
พฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังแสดงความปรองดองกับผู้อื่น และทำตัวแสดงออกถึงความอบอุ่นเป็นกันเอง
เพราะฉนั้นการด่วนสรุปจากการดูแค่เปลือกนอกแค่มันจะทำให้เราหลงลืมว่าที่จริงๆ ต้องดูจากภายในถึงจะถูกต้อง เพราะการให้ควรตั้งอยู่ “บนพื้นฐานของแรงจูงใจและค่านิยมของแต่ละคน” โดยไม่เกี่ยวกับการเป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตร
“ไม่ว่าเราจะเป็นคนนิสัยดีหรือนิสัยแย่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับการที่เราสนใจผลประโยนช์ของเราเองและผู้อื่น เพราะมันเป็นอิสระจากกัน”
2.เห็นใจผู้อื่นมากเกินไป:จุดอ่อนขั้นร้ายแรงของผู้ให้ที่ใส่ใจผู้อื่นมากเกินไปมักถูกเอาเปรียบอยู่เสมอๆ และ
3. เป็นคนที่ขี้เกรงใจ: เช่นการไม่รู้จักที่จะปฎิเสธผู้อื่นเพราะพื้นฐานของผู้ให้มักจะใจดี
วิธีจัดการผู้รับที่เอาเปรียบ
- วิเคราะห์ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ (นิสัย) เช่น
- เป็นคนชอบท้าทาย
- เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นผู้แลกเปลี่ยน เช่น
- เล่นไปตามเกมอย่างที่ผู้รับต้องการไปเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายอยากชนะกลับ
เมื่อเราต้องการจัดการผู้ที่เอาเปรียบเรามาตลอดให้ใช้วิธีโดยการพุ่งเป้าไปที่ความคิด แทนที่จะเป็นความรู้สึก เพราะว่าเวลาที่คนเราเอาความรู้สึกของคนอื่นมาเป็นเครื่องตัดสินใจในการเจรจาต่อรองมันทำให้เราเสียเปรียบ พื้นฐานของผู้ให้ตัวจริง มีนิสัยที่ขี้สงสารคนอยู่แล้ว เราลองมาปรับเปลี่ยนด้วยการมองอีกฝ่ายด้วย พิจารณาความคิดและความสนใจของเขา วิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถพลิกสถานะการณ์จากที่เคยถูกเอาเปรียบมาเป็นฝ่ายที่ไม่เสียผลประโยนช์ได้ดีทีเดียว
เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นผู้แลกเปลี่ยนในบ้างครั้ง ถ้าเราอยากจัดการกับผู้รับในแบบวิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (แบบใจกว้าง) ให้เราเริ่มต้นด้วยการร่วมมือหรือเล่นไปตามเกมที่ผู้รับอยากให้เป็นไปเรื่อยๆ จนเขาอยากจะเอาชนะเราบ้าง ให้เราโต้กลับด้วยการเอาชนะ 2 ใน 3 ครั้งพอ และให้ความร่วมมือ 1 ใน 3 ตัวเลขบอกอะไรเรา ? คำตอบ มันบอกว่าเราไม่ต้องสู้ยิบตาเอาแค่พอดี ระหว่างนี้คนที่จ้องจะเอาเปรียบเราก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้เพราะเห็นว่า เราก็เอาจริงเหมือนกัน
ความแตกต่างในระดับที่เหมาะสม
ปฎิสัมพันธ์ของผู้คน คนเราจะกระตือรือร้น เป็นมิตรและใจกว้างเล็กน้อยเมื่อพบเจอคนที่มีความคล้ายคลึงกันแต่ความคล้ายคลึงที่ว่านั้นต้องเป็น “ความคล้ายคลึงที่หายาก” ตัวอย่างเช่น ชื่อ ลองคิดว่าในประเทศไทยเราจะมีคนชื่อและนามสกุลเดียวกับเราบ้างไหมนะ ? และชื่อเราและเขาคนนั้นต้องเป็นชื่อที่ค่อนข้างหายาก
เพราะอะไรความคล้ายคลึงที่หายากมันถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ลองสังเกตุผู้คนครับ ผู้คนส่วนใหญ่อยากทำตัวให้กลมกลืนกับผู้อื่น อยากเข้ากับเพื่อนหรือสังคมอยากคุยให้กับเขารู้เรื่อง และความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับอยากโดดเด่น แสวงหาการย่อมรับ ความแตกต่าง ทำให้ตัวเองโดนเด่นบางครั้งอยากเป็นตัวของตัวเอง แต่ลืมว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ซึ่งจริงๆ แล้วมันขัดแย่งกันอยู่แต่เรายังไม่รับรู้เท่านั้นเอง
ยิ่งเรามีความผูกพันธ์กับกลุ่มมากเท่าไร เรามีโอกาศเสี่ยงกับการสูญเสียเอกลักษณ์ และถ้าคิดว่าจะออกจากกลุ่มก็จะยิ่งเสียการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มด้วยเช่นกัน
ดูแล้วอยู่ก็สูญเสียไปก็ยังสูญเสีย แล้วเราต้องทำอย่างไรดีกับการขัดแย่งนี้ ทางออกคือ ทำตัวคล้ายคลึงและแตกต่างในเวลาเดียวกัน
วิธีทำตัวให้ดูกลมกลืนและโด่นเด่นในเวลาเดียวกัน คือการเข้ากับกลุ่มที่มีเอกลักษณะเฉพาะตัว เช่นกลุ่มที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือ เพราะกลุ่มนี้จะมี
- เป้าหมาย
- ค่านิยม
- ทักษะ
- คุณสมบัติ
- ประสบการณ์แบบเดียวกัน
ทั้งหมดนี้คือทางออกของการมีความสุข ในกลุ่มที่มีความแตกต่างในระบบที่เหมาะสม โดยประโยนช์ที่ได้จะได้รับคือ “รู้สึกของการมีส่วนร่วมกับกลุ่มพร้อมๆ กับการมีเอกลักษณ์” มันทำให้เราเกิดความผูกพันและภูมิใจที่ได้อยู่ในกลุ่มนี้
“ชนเผาที่มีคนจำนวนมากทำตัวเป็นผู้ให้ โดยพร้อมที่จะช่วยเหลือและเสียสละตัวเองเพื่อประโยนช์ส่วนรวม จะเป็นฝ่ายกำชัยชนะเหนือชนเผ่าอื่น”
สรุป
การเป็นแบบอย่างการให้ที่ดีเริ่มตั้งแต่ครอบครัวก่อนและค่อยขยายออกไปในวงกว้างชุมชนและที่ทำงานเพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าคนเรามักมีพฤติกรรมที่ชอบทำอะไรเหมือนๆ กัน เหมือนกับเนื้อหาในหนังสือเขียนไว้ว่า เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่นก่อน แล้วทัศนคติของพวกเขาก็จะเปลี่ยนสิ่งสำคัญหากอยากเปลี่ยนผู้รับให้กลายเป็นผู้ให้เราก็ต้องโน้มน้าวให้รู้ถึงข้อดีของการให้ เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลารวมถึงเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแล้วเมื่อองค์ประกอบครบพวกเขาเหล่านั้นจะเริ่มมองตัวเองในฐานะผู้ให้เองครับ