สรุปหนังสือ Sapiens ประวัติย่อมนุษยชาติ

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมากจนบางครั้ง มนุษย์เราไม่มีความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้เร็วเท่าทัน เพราะสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าให้เทียบกับการถือกำเนิดของดาวเคาะห์ที่เรียกว่าโลก กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เซเปียนส์” ถือว่าช่วงแตกต่างกันเหลือเกิน 4500 ล้านปีที่โลกถือกำเนิดขึ้น และเพียง 200,000 ปีที่เผ่าพันธุ์สกุลเซเปียนส์ ถือกำเนิด

สวัสดีครับกลับมาพบกับการสรุปหนังสือที่ได้อ่าน หลังจากที่ผมได้อ่านหลังสือเล่มนี้เมื่อประมาณสี่ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นโควิท 19 กำลังระบาดทำให้เราต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านคนในครอบครัวได้ใช้ชีวิต ได้พูดคุยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ลองจิตนาการภาพระหว่างที่ผม ได้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เหมือนกับว่ามันได้พาผม ย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดเริ่มต้นของเผ่าพันธุ์ “เซเปียนส์” เลยทีเดียว แล้วหนังสือก็ทำให้ผมเข้าใจชีวิตของความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือขายดีหลายเล่ม เช่น Nexus, 21 Lessons for the 21st Century และ Sapiens เล่มนี้ ที่ผมได้กลับมาอ่านอีกครั้งและหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์โลกปัจจุบันครับ


ทำไมมนุษย์ถึงครองโลก [พลังแห่งเรื่องเล่า]

สิ่งมีชีวิตอื่นอาจจะสื่อสารกันได้เพื่อบอกว่า ระวัง! มีสิงโตอยู่ริมแม่น้ำ’ แต่มีเพียง Sapiens เท่านั้นที่สามารถพูดว่า ‘สิงโตคือผู้พิทักษ์วิญญาณของเผ่าเรา’

Harari ชี้ให้เห็นเส้นบางๆ ที่แยก ‘เรื่องโกหก’ ออกจาก ‘จินตนาการ’

การโกหกเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่จินตนาการคือ ความเชื่อร่วมกัน ที่ทรงพลัง มนุษย์เราไม่ได้ครองโลกเพราะเราแข็งแรงกว่าเสือ หรือว่ายน้ำเก่งกว่าปลา แต่เราครองโลกเพราะเราเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถร่วมมือกันได้อย่างยืดหยุ่นในจำนวนนับล้าน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ความจริงตามจินตนาการ’ (Imagined Reality)

ในหนังสือแบ่งความจริงที่มนุษย์อาศัยอยู่ออกเป็น 2 ด้าน คือ:

  1. ความจริงทางวัตถุ (Objective Reality): คือสิ่งที่จับต้องได้ มีอยู่จริงไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ เช่น แม่น้ำ, ต้นไม้, สิงโต หรือก้อนหิน (ถ้าเราไม่เชื่อว่าหินมีจริง แล้วเตะมัน เราก็ยังเจ็บเท้าอยู่ดี)
  2. ความจริงทางจินตนาการ (Imagined Reality): คือสิ่งที่ไม่มีตัวตนทางกายภาพ แต่มีอยู่จริงเพราะ ทุกคนตกลงที่จะเชื่อเหมือนกัน เช่น
    • พระเจ้า/ศาสนา: ทำให้คนแปลกหน้าเป็นพันคนมาร่วมทำสงคราม เช่นสงครามครูเสดด้วยกันได้
    • บริษัท/กฎหมาย: เช่น บริษัท Peugeot (เปอโยต์) ไม่ใช่แค่ตัวรถหรือโรงงาน แต่เป็น นิติบุคคล ที่กฎหมายสมมติขึ้น
    • ประเทศชาติ: เส้นพรมแดนที่เราลากขึ้นมาเองในแผนที่ ทุกวันนนี้ยังมีการทำสงครามกันเรื่องนี้เช่น รัสเชีย-ยูเครน หรือแม้กระทั้ง ไทย-กัมพูชา ในปัจจุบัน

ตราบใดที่คนนับล้านยังเชื่อในเรื่องเล่าเดียวกันนี้ เงินกระดาษก็จะมีค่า กฎหมายก็จะศักดิ์สิทธิ์ และสังคมก็จะขับเคลื่อนต่อไปได้ นี่คือเวทมนตร์ที่แท้จริงของ Sapiens ครับ

[แค่เราเชื่อกันตามๆ มาเรื่องเล่าเหล่านั้น ก็กลับกลายเป็นจริงเฉยเลย !]

เราไม่สามารถโน้มน้าวให้ลิงตัวหนึ่งส่งกล้วยในมือให้คุณ โดยสัญญาว่า ถ้าเจ้าให้กล้วยข้าตอนนี้ เจ้าจะได้กล้วยพันลูกในสวรรค์ลิงหลังจากเจ้าตายไปแล้ว มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เชื่อเรื่องแบบนี้ได้” นี้คือความต่างของมนุษย์เรากับลิง ที่เป็นเหตุให้เราครองโลกมาถึงทุกวันนีี้

ยกตัวอย่างความเชื่อของคนไทย ที่เชื่อเรื่องการไปขอสิ่งศักดิ์ให้ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ว่าสามารถช่วยได้โดยวิธีการต่างๆ เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ การบนบานศาลกล่าว หรือแม้กระทั้งการจัดพิธีเพื่อศักดิกาละ

เมื่อไม่นานผมได้ไปอ่านบทความของ Blog Anontawong เขียนเกี่ยวกับเรื่อง อธิฐานสิ่งศักดิ์ศักธิ ถ้าอยากได้อะไรก็ให้ขอท่าน [ความจริงที่ผมอ่านแล้ว ว่ามันจริงมากๆ คือ การอธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่คือการแสดงความตั้งใจว่าเราจะทำอะไร] ความหมายของผมคือ การอธิฐานเหมือนเป้าหมาย การลงมือทำคือการไปให้ถึงเป้าหมายนั้นเองครับ

เพราะมนุษย์เรามีเป้าหมาย และสมองที่คิดจะลงมือทำสิ่งต่างๆ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการที่ต้องออกล่าเพื่อความอยู่รอด กลายมาเป็นการตั้งหลักปักฐานเป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดเพียงอย่าเดียว แต่เพื่อความเชื่อที่ว่า พวกเราจะเป็นอิสระมากขึ้น


การปฏิวัติเกษตรกรรม [The Agricultural Revolution]

เราเคยเชื่อมาตลอดว่า การที่มนุษย์เปลี่ยนจาก ผู้ล่า-หาของป่า มาเป็น เกษตรกร คือวิวัฒนาการอันชาญฉลาด แต่ Yuval Noah Harari กลับบอกว่า นี่คือ ‘การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์’

ลองจินตนาการดูเมื่อ 10,000 ปีก่อน ‘ข้าวสาลี’ เป็นเพียงหญ้าป่าธรรมดาที่มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่แคบๆ ของตะวันออกกลาง แต่ภายในเวลาไม่กี่พันปี มันกลับแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ไปยึดครองพื้นที่ทั่วทุกมุมโลก

คำถามคือ: มันทำได้อย่างไร?

คำตอบคือ มัน ‘ล่อลวง’ ให้มนุษย์อย่างเรา (Sapiens) กลายเป็นทาสรับใช้โดยไม่รู้ตัว เพื่อแลกกับอาหาร ข้าวสาลีบีบให้มนุษย์ต้องทำทุกอย่างเพื่อมันเช่น

  • มันไม่ชอบหิน: มนุษย์ต้องหลังขดหลังแข็งเก็บก้อนหินออกจากแปลง
  • มันหวงพื้นที่: มนุษย์ต้องถอนวัชพืชและพืชชนิดอื่นทิ้ง แย่งชิงแร่ธาตุในดินมาประเคนให้มัน
  • มันอ่อนแอ: เมื่อมีแมลงหรือหนอนมาบุกรุก มนุษย์ต้องคอยกำจัดศัตรู และเมื่อมันกระหาย มนุษย์ต้องหาน้ำมาเสิร์ฟให้ถึงที่ (หมายถึงเอาน้ำมารดให้)

สรุปแล้วเราไม่ได้ทำให้ข้าวสาลีเชื่อง แต่ข้าวสาลีต่างหากที่ทำให้มนุษย์เชื่อง และเปลี่ยนวิถีชีวิตอิสระของเราไปตลอดกาล

แม้การทำเกษตรจะทำให้เรามีอาหารเลี้ยงประชากรได้มากขึ้น (ในแง่เผ่าพันธุ์ มนุษย์ประสบความสำเร็จ) แต่ในแง่ปัจเจกบุคคล มนุษย์กลับมีความสุขน้อยลง ต้องทำงานหนักขึ้น และเจอกับโรคระบาดจากการอยู่รวมกันหนาแน่น ฟังดูแล้วมันอิสระตรงไหนนะ

สรุปแล้ววิธีเปลี่ยนจากผู้ล่า มาเป็นเกษตรกรมันจะทำให้เราความเป็นอยู่ของเราดีขึ้นจริงไหม ถ้าเราจะต้องกลับไปเป็นผู้ล่าเช่นเดิมยังทันไหม

[ต้องบอกว่าการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือหลายศตวรรษไม่ใช่ว่าตื่นมาอีกวันแล้ว เราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทันที จะให้กลับไปเป็นผู้ล่าเหมือนกับบรรดาคนรุ่นก่อนมันทำไม่ได้แล้ว]

นี่แหละครับคือสิ่งที่ เซเปียนส์ยุคต่อๆ ต้องแลกมากับราคาต้องจ่าย แล้วราคาที่ว่าก็คือ เงินตรา


การรวมเป็นหนึ่งของมนุษยชาติ (The Unification of Humankind)

เงินตรา โซ่ตรวนที่คล้องโลกไว้ด้วยกัน

ไหนๆ เราก็กลับไปใช้วิถีชีวิต เก็บของป่าล่าสัตว์ ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทำได้คือการอยู่รวมตัวกันเป็นปรึกแผ่น เพื่อสร้างอนาคตต่อไป ในหนังสือเล่าว่า…

เมื่อครั้งที่ชาวสเปนบุกไปถึงอาณาจักรอินคาเพื่อกวาดต้อนทองคำ ชาวพื้นเมืองถามด้วยความสงสัยว่า ‘ทำไมพวกท่านถึงต้องการโลหะสีเหลืองนี้หนักหนา?’ ผู้นำชาวสเปนตอบกลับด้วยประโยคสุดคลาสสิกว่า ‘เพราะพวกข้าป่วยเป็นโรคทางใจชนิดหนึ่ง… ที่รักษาให้หายได้ด้วยทองคำเท่านั้น’

ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของ เงินตรา ที่สามารถบงการจิตใจมนุษย์ได้ (มนุษย์เราเคยหลงกลข้าวสาลีมาแล้วครั้งหนึ่ง)

แต่ก่อนที่เราจะเข้าใจมัน เราต้องย้อนกลับไปดูจุดกำเนิดของมันเสียก่อน

จากแอปเปิ้ลสู่รองเท้า ทำไมระบบแลกของ (Barter) ถึงล้มเหลว?

ในยุคปฏิวัติเกษตรกรรม เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น คนเราเริ่มมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ช่างทำรองเท้าฝีมือดีอาจจะอยากกินแอปเปิ้ล แต่คนปลูกแอปเปิ้ลอาจจะไม่ได้อยากได้รองเท้าในตอนนั้น หรือถ้าจะแลกกันจริงๆ ต้องใช้แอปเปิ้ลกี่กระสอบถึงจะได้รองเท้า 1 คู่?

ความยุ่งยากนี้เองทำให้มนุษย์ต้องสร้าง ‘ตัวกลาง’ ในการแลกเปลี่ยนขึ้นมา ซึ่งก็คือ ‘เงินตรา’ นั่นเอง

เงินไม่ใช่แค่เหรียญ แต่คือ ‘ระบบความเชื่อใจ

Harari นิยามว่า เงินตราไม่ใช่แค่เหรียญหรือธนบัตร (หรือแม้แต่ Bitcoin ในปัจจุบัน) แต่มันคืออะไรก็ได้ที่มนุษย์ตกลงยอมรับร่วมกันเพื่อใช้แทนมูลค่า ไม่ว่าจะเป็น หอยเบี้ย (Cowry Shells) ที่ใช้กันมานานกว่า 4,000 ปี หรือกระดาษเปื้อนหมึกที่เราใช้กันทุกวันนี้

คำถามสำคัญคือ ทำไมเราถึงยอมทำงานหนักเพื่อแลกกับกระดาษหรือเปลือกหอย?

คำตอบคือ ความเชื่อใจ (Trust) ครับ เงินตราคือระบบความไว้วางใจที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่มนุษย์เคยคิดค้นขึ้น เราเชื่อถือมันเพราะเพื่อนบ้านเชื่อถือมัน รัฐบาลรับรองมัน และคนทั่วโลกยอมรับมัน

เงินตรายังไม่พอที่จะทำให้มนุษย์เรารวมกันเป็นหนึ่งได้ หากต้องมีวัตถุที่เรียกว่า ทองคำ ผสมผสานเข้าไปด้วย

ปาฏิหาริย์ของทองคำ สิ่งเดียวที่รวมมนุษยชาติเป็นหนึ่ง

เงินตราสามารถเชื่อมโยงคนต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา และต่างภาษา ให้ร่วมมือกันได้ผ่านกลไก อุปสงค์และอุปทาน

ลองจินตนาการดูครับ: สมมติว่าคนในอเมริกาบ้าคลั่งทองคำมาก แต่คนไทยเฉยๆ กับทองคำ… พ่อค้าหัวใสจะรีบกว้านซื้อทองราคาถูกในไทย (อุปสงค์ในไทยเพิ่ม ราคาทองไทยขึ้น) เพื่อเอาไปขายเก็งกำไรในอเมริกา (อุปทานในอเมริกาเพิ่ม ราคาทองอเมริกาลดลง)

ท้ายที่สุด ราคาทองคำของทั้งสองประเทศจะปรับตัวเข้าหากันจนเท่ากัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนไทยถึงเชื่อว่าทองมีค่า… ก็เพราะเราเชื่อว่าคนอเมริกาให้ค่ากับมัน ด้วยกลไกนี้เอง ‘เงินตรา’ จึงกลายเป็นภาษาสากลภาษาเดียวที่คนทั้งโลกพูดตรงกัน แม้ว่าพวกเขาจะเกลียดกันแค่ไหนก็ตาม

เงินตราคือความเชื่อซึ่งนำพาให้คนจากต่างสถานที่มาเจอกันได้และทำงานร่วมกันได้ ส่วนทองคำเหมือนกับภาษาสากล ที่ทำให้คนพูดจากันรู้เรื่อง และสามารถรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อเพิ่มศักย์ภาพของความเป็นมนุษย์


การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (The Scientific Revolution)

ตลอดระยะเวลา 4,000 ล้านปีของสิ่งมีชีวิตบนโลก ไม่เคยมีสปีชีส์ไหนสามารถหลุดรอดออกไปจากชั้นบรรยากาศของโลกได้เลย จนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 วินาทีที่มนุษย์คนแรกประทับรอยเท้าลงบนดวงจันทร์ ประวัติศาสตร์ 4,000 ล้านปีก็ได้ถูกทำลายลง

หากเทียบระยะเวลาการมีอยู่ของโลก กับระยะเวลาเพียงแค่ 500 ปีที่ผ่านมา (ช่วงปฏิวัติวิทยาศาสตร์) ถือเป็นเพียงแค่พริบตาเดียว แต่พริบตานี้กลับเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปอย่างสิ้นเชิง

ลองนึกภาพดูครับ ในอดีต 99.99% ของมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่เรียกว่า ‘จุลินทรีย์’ โดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกมันเลย เราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงป่วย เราไม่รู้ว่าเชื้อโรคมาจากไหน แต่ด้วยวิทยาศาสตร์ เราจึงเริ่มมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น

Harari สรุปไว้ว่า การปฏิวัติวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นได้ เพราะมนุษย์เปลี่ยนแนวคิดหลัก 3 ประการ คือ

1. ความเต็มใจที่จะยอมรับความไม่รู้ (The Willingness to Admit Ignorance): คือหัวใจสำคัญที่สุด ในยุคก่อน ศาสนาและตำนานอ้างว่ารู้ทุกอย่างแล้ว แต่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์เริ่มต้นด้วยคำว่า ‘เราไม่รู้’ การยอมรับนี้เองที่เปิดโอกาสให้เราออกไปค้นหาความจริงใหม่ๆ และเลิกยึดติดกับตำราเก่าคร่ำครึ

2. การใช้คณิตศาสตร์เป็นศูนย์กลาง (Centrality of Observation and Mathematics) สมัยก่อนเราอาจจะเล่าเรื่องด้วยบทกวี แต่ยุคใหม่เราเล่าเรื่องด้วย ‘ตัวเลข’ นักวิทยาศาสตร์อย่างนิวตันทำให้เราเข้าใจโลกว่า ทุกอย่างสามารถเขียนออกมาเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ที่แม่นยำและทำนายอนาคตได้

3. การแสวงหาอำนาจใหม่ๆ (The Acquisition of New Powers) คำว่า อำนาจ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการกดขี่ข่มเหง แต่หมายถึง ‘ความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ’ (Utility) Francis Bacon เคยกล่าวไว้ว่า ‘ความรู้คืออำนาจ’ (Knowledge is Power) วิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องปรัชญานามธรรมอีกต่อไป แต่มันต้องนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยี การรักษาโรค หรือการสร้างอาวุธที่ทำให้ฝ่ายที่มีความรู้เหนือกว่า ได้รับชัยชนะและครอบครองโลกในที่สุด


ระบบทุนนิยม

เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ถึงเติบโตแบบก้าวกระโดด Harari พาเราไปดูความความของ ระบบทุนนิยม ผ่านเรื่องราวจัวอย่างของ ‘ร้านขนมปัง’

เรื่องมีอยู่ว่า… สมมติมีตัวละคร 3 คน คือ

  1. นาย A (ผู้รับเหมา): เพิ่งทำงานเสร็จและได้เงินมา 1 ล้านบาท เขาเอาเงินนี้ไปฝากธนาคาร
  2. นาย B (เชฟทำขนม): มีความฝันอยากเปิดร้านขนมปัง แต่ไม่มีเงินทุน
  3. นาย C (ธนาคาร): ผู้ดูแลเงิน

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้: นาย B เดินไปขอกู้เงินธนาคารเพื่อมาสร้างร้านขนทปัง นาย C (ธนาคาร) เห็นแววรุ่ง จึงปล่อยกู้เงิน 1 ล้านบาท (ซึ่งเป็นเงินก้อนเดียวกับที่นาย A ฝากไว้นั่นแหละ) ให้กับนาย B

หลังจากที่นาย B ได้รับเงิน จึงว่าจ้างนาย A (ผู้รับเหมาเจ้าเก่า) มาสร้างร้านขนมปังให้ โดยจ่ายเงินค่าจ้าง 1 ล้านบาทนั้นกลับไปให้นาย A

เมื่อนาย A ได้เงินค่าจ้างมาเพิ่มมาอีก เขาก็เอาเงิน 1 ล้านบาทนั้น ‘กลับไปฝากธนาคารเดิม’ อีกครั้ง

ทีนี้เรา: ลองมาดูบัญชีของ นาย A ว่ามีเงินอยู่เท่าไร

  • เงินฝากก้อนแรก: 1 ล้านบาท
  • เงินฝากก้อนที่สอง (จากค่าสร้างร้าน): 1 ล้านบาท
  • รวมในบัญชี: นาย A มีเงิน 2 ล้านบาท

ถ้ามองจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าธนาคาร มีเงินสดอยู่แค่ 1 ล้านบาท เท่าเดิม (วนไปวนมา) แล้วอีก 1 ล้านบาท ที่โผล่มาในบัญชีนาย A มันมาจากไหน?

คำตอบคือ มันคือ ‘เงินในจินตนาการ’ ที่เรียกว่า ‘เครดิต’ (Credit) ครับ

[100% ของเงินในโลกนี้แบ่งออกเป็นเครดิต 90% และอีก 10% เป็นเงินเหรียญและเงินกระดาษ]

หัวใจของทุนนิยม: Harari ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้แหละครับ เงินส่วนเกินที่งอกมานั้นคือ ‘ความไว้วางใจในอนาคต’ เราต่างเชื่อว่า สตาร์อัพรายดีต่อไป กิจการต้องไปได้ดี กำไรที่ดีต้องมาพร้อมกับผลตอบแทนที่ดี

  • ธนาคารเชื่อว่าร้านขนมปังจะขายดี
  • นาย B เชื่อว่าตัวเองจะทำกำไรมาคืนได้

ความแตกต่างในอดีต คนมองว่าความมั่งคั่งมีจำกัด (เหมือนขนมก้อนเดียว ถ้าฉันรวย เธอต้องจน)

แต่ทุนนิยมสอนให้เราเชื่อใน ‘การขยายขนาดของขนมปัง’ (Growing the Pie) เราจึงกล้าเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน

[ระวังความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเอาเงินอนาคตมาใช้ก่อน เพราะมันคนละเรื่องกับ การยืมเพื่อใช้จ่าย ไม่ใช่ยืมเพื่อการลงทุน]

สรุปความหมายของระบบทุนนิยมคือ การสร้างสิ่งใหม่ๆ ขยายขนาดส่วนแบ่งและให้ทุกคนมีส่วนร่วมทำให้เศรษฐกิจโลกหมุนวนและเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล อย่างเช่นทุกวันนี้


การปฎิวัติอย่างถาวร

เมื่อประมาณ 200 กว่าปี ที่ผ่านมาโลกเราเดินทางเข้าสู่ปฎิวัติยุคอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นสีเขียว กับกลายเป็นตึกที่สร้างด้วยซีเมตร์ และของใช้ที่ถูกสร้างขึ้นจากพลาสติก มากมายตอนนี้ปัจจุบัน (ต้นปี 2026) โฮโมเซเปียนส์บนโลกมีจำนวน มากกว่า 8.1 พันล้านคน เข้าไปแล้ว

[ในหนังสือตอนเขียนมี 7000 พันล้านคน]

ผมอยากให้คุณผู้อ่านลองจิตนาการว่า เรามีเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใหญ่มากๆ แล้วให้คนทุกคนบนโลกขึ้นไปยืนบนเครื่องชั่ง ผลลัพธ์น้ำหนักคือประมาณ 350 ล้านตันเลยทีเดียว! แล้วลองนำสัตว์ต่างๆ ที่มนุษย์เรานำมาบริโภคไปชั่งจะใด้น้ำหนักอยู่ 700 ล้านตัน ตรงกับข้ามกับสัตว์ป่าและสัตว์ที่อยู่ในทะเลถ้าลองมาน้ำชั่งบนเครื่องชั่งเดียวกันกลับมีน้ำหนักรวมไม่ถึง 100 ล้านตันด้วยซ้ำ

ฟังแล้วก็เป็นเรื่องน่าเศร้า ลิงชิมแปนซีที่ถือว่าเป็นคือต้นกำเนิด โฮโมเซเปียนส์ ตอนนี้มีแค่ 250,000 ตัว ถ้าเทียบกับ 8.1 พันล้านคน แค่ตัวเลขนี้ก็บอกเราได้แล้วว่าพวกเราเหล่า โฮโมเซเปียนส์ครองโลกอย่างเสร็จสับ

เสียงดังจากการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ นาฬิกาปลุก Tap Sidebar บนจอคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ “เวลา” ซึ่งกลายมาเป็นตัวกำหนดตารางการ นอน ตื่น ทำงานและอีกหลายๆ อย่างของ เซเปียนส์ยุคใหม่

ถ้าวันหนึ่งก่อนยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมเพื่อนเราทำงานเข้าไร่เข้าสวนไม่ตรงเวลา ไม่ก็ส่งผลเสียอะไรกับตัวเราและไร่นาแต่อย่างไร กลับกันในยุคที่การทำงาน มีการกำหนดตารางเวลาเข้า-ออกชัดเจน ถ้าเพื่อนคนเดิมของเรา มาทำงานสายเพราะรถติดหรือเหตุผลอันใดก็ตาม มันจะมีผลกับการขับเคลื่อนตัวงานอย่างแน่นอน นี้คือความแตกต่าง ที่มนุษย์เราสร้างหรือกำหนดให้มันเกิดขึ้นโดยแท้

ลองขยับเข้ามากับสิ่งที่ใกล้ตัวกันสักนิดก่อน 200 กว่าปีที่ผ่านมารากฐานของครอบครัวหรือชุมชน มักถูกปกครองโดยผู้เต่าผู้แก่ของชุมชนนั้นๆ ผู้ปกคองมีหน้าที่รับผิดชอบ ตั้งแต่เรื่องการอยู่การกิน สุขภาพ ความปลอดภัยหรือเรียกได้ว่าเป็ผู้พิทักษ์เลยก็ว่าได้

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม จากที่เคยมีผู้ปกครองที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ก็กลับกลายเป็นการปกครองโดยรัฐชาติ ที่มีทั้งรัฐบาล ตำรวจ ทนาย ทหาร หมอ ครู ที่ทำหน้าค่อยบริการ ให้ความช่วยเหลือต่างๆ เช่นถ้าต้องการร้องทุกข์ เราก็รู้ว่าต้องไปปรึกษาใคร ต้องการอ่านออกเขียนได้รัฐชาติก็จัดสถานที่และจ้างครูมาสอน วันไหนเกิดขโมยขึ้นบ้าน รัฐก็จัดหาตำรวจมาป้องปกเรา

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์เราเชื่อว่า เรื่องมันจะเป็นแบบนี้แล้วจะเป็นแบบนี้ไปตลอด แต่นั้นเป็นความคิดของคนในยุคก่อน 200 กว่าปีที่ผ่าน

สำหรับยุคนี้คนเรากลับมีความเชื่อที่ ว่าโครงสร้างทางสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงและยืดหยุ่นได้ นึกถึงเรื่องใกล้ตัวของเราก็ได้ เช่นเรื่อง การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต คนรุ่นก่อนกว่าจะใช้ก็เข้าสู่ยุค 1990 ไปแล้ว ต่างกับเด็กยุคเจนอัลฟ่าเกิดมาพร้อม AI มีทุกสิ่งที่พร้อมจะให้ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา


เพราะความเคยชินจากการ ปฎิวัติเกษตรกรรมครั้งที่สอง

จากที่ผู้เขียนได้เล่าเรื่อง การปฎิวัติเกษตรกรรม ครั้งที่1 เมื่อประมาณ 10000 ปีที่ผ่านมา จนกระทั้งเมื่อ 200 ปีที่แล้ว โลกเข้าสู่ยุคปฎิวัติ อุตสาหรรม ที่มีทั้งเรื่องของการถือกำเนิดเกิดขึ้นของ เครื่องจักรไอน้ำ น้ำมัน ไฟฟ้า รถยนต์ และจนกระทั้งยุคของ AI

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ในมุมมองของผู้เขียนบอกว่า มันคือ การปฎิวัติอุเกษตรกรรมครั้งที่สองต่างหาก เพราะถ้าเรามองในภาพกว้างๆ แล้วไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การค้าทาสชาวแอฟริกัน และสัตว์ต่างๆ ที่มนุษย์นำมาเป็นอาหาร ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะมันเป็นกลไกลทางระบบทุนนิยมอย่างที่ได้กล่าวก่อนหน้า

เรื่องเหล่านี้ในมุมมอส่วนตัว ผมคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้เกิดจากความเกรียดชั่งหรือความอิจฉาสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้แต่อย่างใด สาเหตุเกิดจาก “ความเคยชินนั้นเองครับ”


ยุคบริโภคนิยม

การประหยัดอดออม คือค่านิยมของคนยุคก่อน ถ้าเราอยากมีกินใช้ตลอด ตรงกันข้ามกับชนชั้นสูง ที่สามารถจับจ่ายซื้อของดังที่ใจต้องการ

แต่ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนเพราะผลผลิตที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมีมากมายมหาศาล จนต้องหาทางระบายออกเพื่อความสมดุล ตัวอย่างเช่น ถ้าโรงงานผลิตไส้กรองออกมาเป็นจำนวนมาก แต่คนยังมีค่านิยมแบบเก่า (คือประหยัดไม่ซื้อ) สุดท้ายไส้กรองก็จะเน่าเสีย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ซื้อกิน ซึ่งเป็นที่มาของยุคบริโภคนิยม คือผลิตออกมาเท่าไร ความต้องการของคนซื้อก็จะเหมือนเงาตามตัวไปเท่านั้น

แต่ปัจจุบันความคิดหรือค่านิยมของคนเปลี่ยน เราถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า ความสุขเกิดขึ้นจากการจับจ่ายในสิ่งที่เราต้องการ

[รู้สึกฝินสุดๆ เมื่อได้ซื้อรองเท้าคู่ใหม่, เปิดดูแอปสั่งของเช็คสถานะ ว่าของถึงไหนแล้วรู้สึกฝินสุดๆ ]

อาหารการกินมีให้เลือกมากมาย จะกดจะสั่งเมื่อไรได้ตลอด 24/7 ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ว่าจะจนหรือพอมีกิน ทุกคนมีสิทธิเข้าถึง เพราะมันง่ายคนเราจึงเป็นโรคกันง่าย พอเป็นก็ต้องพึ่งพายา จะเห็นได้ว่าตอนนี้นายทุนได้กำไรสองเด้งเลยครับ

ส่วนคนที่รวยก็กลับรวยขึ้น เพราะขายของได้มากขึ้น เมื่อเขาได้มากขึ้น ความคิดของพวกเขาเปลี่ยนจากที่เคยใช้จ่ายฟุ้มเฟื่อย กลับนำเงินที่ได้มาไปลงทุนเพื่อให้มันงอกเงยมากขึ้นไปอีก

[คนจนซื้อ]

[คนรวยลงทุน]


ธรรมชาติกำลังเปลี่ยนตัวมันเอง จุดจบของโฮโมเซเปียส์

เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้วเกิดอุกาบาตตก ทำให้เหล่าไดโนเสาร์สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไป เกมเปลี่ยนทำให้โฮโมเซเปียส์ผงาดขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิต จากเดิมเป็นสัตว์ไม่มีความสลักสำคัญแต่อย่างใด

ใครจะรู้ว่าต่อไป สิ่งมีชีวิตหรือเครื่องจักรกลจะขึ้นมาเป็นผู้ครอบครองโลกลำดับถัดไป อาจจะเป็นหนูหรือแมลงสาบ ที่คลืบครานออกมาจากซากปรักหักพังในวันที่โลกเรา ถูกทำลายล้างด้วยอาวุธสงครามนิวเคลียร์

ในสมัยก่อนคนเราเชื่อว่าสิ่งมีชีวิต ถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้เป็นเจ้า เราเรียกกระบวนนี้ว่ากระบวนการออกแบบอย่างฉาญฉลาดต่อมา Charles Darwin ค้นพบทฤษฎี การคัดสรรโดยธรรมชาติ (Natural Selection) หมายถึงแรงผลักดันที่ทำให้สิ่งมีชีวิตค่อยๆ พัฒนาขยายพันธุ์ ที่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อน

ตัวอย่างของคนที่เชื่อเรื่อง Nature Selection สาเหตุที่ยีราฟคอยาวไม่ใช่เพราะ พราะเจ้าสร้างให้พวกมันคอยาว แต่เป็นเพราะข้อดีของคอที่ยาวทำให้ ยีราฟได้เปรียบในการกินอาหารมากกว่าที่ยีราฟคอสั้น กว่า 4 พันล้านปี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกนี้ตกอยู่ในกฎของการคัดสรรโดยธรรมชาติ (Natural Selection)

จนในปี 2000 มีการทดลองโดย วิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศสโดยเอายีนในแมงกะพรุนเรืองแสงสีเขียวมาฉีดใส่ตัวอ่อนกระต่าย ซึ่งพอลูกกระต่ายตัวนี้เกิดมามันก็กลายเป็นกระต่ายที่เรืองแสง เหมือนแมงกะพรุนตัวที่เป็นเจ้าของยีน กระต่ายทดลองตัวนี้ไม่ได้เกิดจากการคัดสรรโดยธรรมชาติแน่ๆ

3 Intelligent Design

วิศวกรรมทางชีววิทยา (Biological engineering)

ในปี 1996 นักวิทยาศาสต์ได้ทำการทดลองปลูกกระดูกอ่อนของวัว บนหลังของหนูทำให้บนหลังของหนู มีลักษณะคล้ายกับหนูคน การทดลองนี้ทำให้พวกเขาเชื่อว่ามันสามารถนำมาใช้สร้างอวัยวะเทียมกับคนได้

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อไม่นานมานี้ข่าวเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมในยีนของมนุษย์ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อจริยธรรมของมนุษย์เราอย่างมาก การทดลองจึงมักเกิดขึ้นกับ สัตว์และพืชมากกว่า เช่นการทดลองในหนูที่ทำให้หนูความจำเป็นเลิศ และทำให้หนูนาที่มียีนสำส่อนเป็นหนูที่รักเดียวใจเดียว

วิศวกรรมไซบอร์ก (Cyborg engineering)

ลองจิตนาการถึงการฝังชิบเข้าไปในร่างกายคนเรา ตัวอย่างในหนังสือเรื่องการฝังชิป เอาไว้ในดวงตาของผู้พิการทางสายตา ที่ทำให้เขากลับมามองเห็นได้อีกครั้ง แล้วยังมีผู้ที่ต้องสูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเช่นแขน โดยได้รับการฝังชิป Bionic แล้วทำให้ผู้ที่ได้รับการรักษาสามารถใช้แขนกลนี้หยิบจับ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนกับคนทั่วไป เท่านั้นยังไม่พอเพราะแขนที่ถูกใส่เข้ามาใหม่นี้ มันมีพลังมากกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า

อีกหน่อยถ้าเทคโทคโลยีพัฒนาไปมากว่านี้มาก โลกจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามนุษย์สามารถเข้าถึงความคิดของใครก็ได้ สามารถเปิดดูความจำในอดีตของตัวและคนอื่นๆ ซึ่งถ้าเกิดแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ ละก็ เราไม่สามารถเรียกตัวเราว่าเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป อาจเรียกได้ว่าเป็น สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง

การสร้างสิ่งมีชีวิตอนินทรีย์ (inorganic life)

จะเป็นอย่างไรถ้านักวิทยาศาตร์สามารถถ่ายโอนความคิด ความจำจากสมองของคนสู่เครื่องคอมพิวเตอร์แล้วคอมพิวเตอร์สามารถคิดตัดสินใจเองแทนคน ชีวิตที่ถูกจำกัดอยู่แต่ในร่างอนินทรีย์มานานกว่า 4000 ล้านปีจะถูกปล่อย อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความเป็นมนุษย์ของเรายังจะหลงเหลืออยู่ไหม ถ้าอนาคตเทคโนโลยีทำให้คนเราหนุ่มสาวได้ตลอด, ไม่มีความรู้สึก, เป็นคนที่แข็งแรงผิดมนุษย์ (Superhuman) สมองถูกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว การที่เราเป็นตัวเรา อันนี้คือของฉัน ของเธอจะไม่เกิดขึ้นในโลก Singularity หรือเอกภาวะ ไม่มีกฎทางธรรมชาติ และเวลา [ฟังดูเหมือนชีวิตขาดซึ่งความหมายใดๆ]

สุดท้าย เราต้องการอะไรจากโลกใบนี้ ถ้ามองย้อยกลับไปในยุคที่เก็บของป่าล่าสัตว์ ที่โฮโมเซเปียส์ ยังเป็นเพียงสัตว์ที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไร ปัจจุบันเราสามารถขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดของสรรพสิ่งทั้งหลาย กินอาหารโดยไม่ต้องไปวิ่งล่าสัตว์ นอนหลับอย่างสบายใจไม่ต้องกลัวสัตว์จะคาบไปเป็นอาหาร

เราสร้างสิ่งต่างๆ มากมายทั้งหมดนี้เพื่ออะไรหรือมันช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้นจริงๆ ใช่ไหม เรามีกินมีใช้สะดวกขึ้นก็จริงแต่ต้องแลกกับการเบียดชีวิตของสัตว์ ไหนโลกที่ร้อนขึ้น ความต้องการของเราคืออะไรกันแน่

เราสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่เกรงกลัวใคร มุ่งเน้นหาความสะดวกสบายแต่ต้องแลกมากับการเบียดเบียน โดยไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย ว่าชีวิตต้องการกันแน่


ช่วยกันเเชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
Avatar photo
JakkitBlog

Summary Book