เขียนโดย RAY DALIO

Summary Book Principle

จุดเริ่มต้นของ Ray Dalio

สรุปหนังสือ Priciples เล่มนี้เขียนโดยผู้เขียนที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า Ray Dalio ในหนังสือเริ่มจากการเล่าเรื่องเหตุการณ์ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กของผู้เขียน อุปนิสัยของ Ray เป็นเด็กความจำไม่ดี ไม่ชอบไปโรงเรียน แต่ชอบความท้าทายและมีความทะเยอทะยาน อย่างมาก

พ่อเป็นนักดนตรี แม่เป็นแม่บ้าน Ray เกิดที่( Long Island) เกาะที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ อเมริกา เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัว ตอนอายุแปดขวบ Ray สามารถออกทำงานหาเลี้ยงชีพเพียงตนเอง ตั้งแต่การเป็น แคตดี้ เด็กล้างจานหรือแม้กระทั้งเด็กส่งหนังสือพิมพ์

ถัดมาอีกหนึ่งปีหลังจากนั้น เรื่องเศร้าใจที่สุดของ Ray ในช่วงนั้นคือ การสูญเสียแม่ เขาบอกว่า “เขาไม่รู้ว่าจะสามารถหัวเราะได้อีกหรือเปล่า” สำหรับการจากไปของแม่ แต่ตอนนี้เขายิ้มได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงเธอ Ray ก็คิดเหมือนกับมนุษย์ทั่วว่า “ได้เกิดมาในท้องแม่ที่ดีที่สุดคนหนึ่ง”

การเข้าสู่การเป็นนักลงทุนของ Ray เริ่มจากซื้อหุ้นของ Northeast Airlines ซึ่งคือหุ่นตัวแรกในชีวิตของ Ray

หลังจากเรียนจบ MBA Rayก็ได้พบกับผู้หญิงคนแรกและคนเดียวตั้งแต่นั้นมา เธอเป็นสาวสเปน ชื่อ Babara ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ Ray ก็หาวิธีสื่อสารกับเธอได้ในที่สุด แล้วแต่งงานกันในที่สุด จนมีลูกด้วยกันสี่คน

ต่อมา Ray ได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อ Bridgewater ที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง Ray ใช้สถานที่แห่งนี้เป็น Office แห่งแรกของเขา ธุรกิจที่ Ray เริ่มต้นคือการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าวโพด เนื้อสัตว์และธัญพืชสำหรับอาหารสัตว์

Ray มีแนวคิดที่เฉียบคมในการจำลอง ตลาดของการเลี้ยงสัตว์ ให้เหมือนเป็นเครื่องจักรกล เขาเรียนรู้เริ่มตั้งแต่กระบวนการ พื้นที่เพราะปลูกแล้วจะได้ผลผลิตเท่าไร ทำอย่างไรจึงจะคำนวณปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในแต่ละสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ทั้งหมดนี้เรียกว่า Model หาความสัมพันธ์ ของสิ่งเหล่านั้นตามช่วงระยะเวลา เช่นการคำนวน วันที่ฝนจะตกและปริมาณที่จะตก

จุดตกต่ำที่สุดของ Ray คือการที่ Bridgewater เหลือพนักงานเพียวคนเดียว นั้นคือตัวเขาเอง เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน Ray ที่ทนดูพนักงานเดินออกไปทีละคน เหตุผลเพราะเศรษฐกิจอเมริกา ผันผวน อย่างมาก และการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ Ray ก็ทำให้เขารู้ซึ่งความ

ยโสโอหะ ในตัวเขาทั้งหมดเขาต้องหาวิธีแก้จุด ผิดพลาดใหญ่หลวงของชีวิต นั้นก็คือ “การทำตัวเป็นกลาง” และความถ่อมตน เพื่อขจัด Ego ในตัวเขาและใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขาคิดถูกในสิ่งที่เขากำลังทำ คำตอบคือ หาคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน แต่มีความคิดที่แตกต่างกัน เพื่อนำไอเดีย หรือความคิด มาหาข้อถกเถียงร่วมกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ช่วย Ray ในเรื่องการคิด คำนวน อัลกอริทึกเป็นตัวที่คอยเลือกและคัดสรรค์แนะนำ อย่างมีเหตุมีผล และคอมพิวเตอร์ยังไม่มีจินตนาการ (เปรียบเทียบไม่ได้กับยุคนี้) และตระกะ นี้จึงเป็นเหตุผลว่า คอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกันกับมนุษย์ได้ดีที่เดียว ข้อดีที่สำคัญมากๆ เลยคือ “มันไม่มีอารมณ์”

จอกศักดิ์สิทธิแห่งการลงทุน

แนวคิดวิธีการลงทุนของ Ray คือการลงทุน โดยกระจายในทรัพย์สินหลายชนิด และทรัพย์สินเหล่านั้นต้องไม่เกี่ยวเนื่อง หรือไม่มีความสัมพันธ์กันตัวอย่างเช่น สมติว่า เราถือการลงทุน 5 สินทรัพย์ และทั้ง 5 สินทรัพย์นั้นต้องไม่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เป็นต้น นอกจากนี้ Ray ยังใช้คอมพิวเตอร์ดูผลข้อมูลย้อนหลังในอดีต เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

เรียนรู้ได้เร็ว จากการเจ็บปวด

“Pain + Reflection = Progress”

ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปมากกว่าการที่การได้เห็นลูกชาย คุ้มคลั่ง เสพยาและเป็นโรคไบโฟลาร์ อีกแล้ว ครั้งหนึ่ง Paul (ลูกชายRay) เคยต้องถูกจับเข้าคุก เนื่องจากคุ้มคลั่งทุมคอมพิวเตอร์ในโรงแรมแห่งหนึ่ง เขาติดเหล้า เสพยา ขณะ Ray รู้สึกเจ็บปวดกับการที่ต้องเห็นลูกชายที่รักที่อยู่ในสภาพเช่นนี้

เขาจึงคิดว่าสร้างการเปลี่ยนโดยคิดหลักการ “Reflection” หมายถึง การทบทวนตัวเองเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งความคิด ความรู้สึก และการกระทำ เพื่อทำความเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนา 

หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของ Paul ก็เกิดขึ้น เขาทำตามที่หมอผู้ที่รักษาแนะนำไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การนอน และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติดอีก และเขายังจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับผู้ที่มีอาการไบโฟลาร์ ซึ่งตัวเขาก็ให้คำแนะนำกับผู้ป่วยอีกด้วย

สิ่งนี้มันทำให้ Ray เรียนรู้ว่าการเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลง มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพียงแค่เราต้องเข้าในการทำงานของมันอย่างถ่องแท้

ส่งต่อความรู้

แผนการส่งต่อความรู้ให้กับผู้ที่จะมาเป็น CEO แทน Ray จะต้องเป็นที่มี Mideset ของการวางตัวที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังสร้างแรงผลักดันร่วมกันเพื่อให้ Bridgewater ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป

เหตุผลที่ Ray ต้องการส่งต่อความรู้เพื่อที่ให้เขาคนนั้นขึ้นมาเป็น CEO แทนเขาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่เขาจะได้มีเวลาไปทำสิ่งต่างๆ ที่อยากทำเช่น

  1. การอยู่กับครอบครัวและเพื่อน
  2. การสำรวจโลกใต้ทะเล
  3. การทำบุญ
  4. เรียนรู้และเจาะเรื่องการตลาดมากขึ้น

การก้าวออกไปครั้งนี้ Ray จะค่อยเป็นพี่เลี้ยง ค่อยให้คำปรึกษาแก่คนที่จะมาเป็น CEO แทนเขา Ray ยังกล่าวอีกว่า ต่อไปเรื่องการตัดสินใจจะต้องเป็นหน้าที่ของ CEO คนใหม่ ทิศทางของ Bridewater จะมุ่งไปสู่ทิศทางไหน เรื่องแบบนี้ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร

“หลักการที่ดีคือ วิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับความเป็นจริง”

Ray Dalio


หลักการชีวิต

คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ เพราะมันมีคุณค่าต่างกัน คนที่เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งจนประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยพวกเขาล้วนแต่เรียนรู้มันอย่างลึกซึ่ง เข้าใจถึงแก่นแท้ของมันจริงๆ แล้วก่อเกิดเป็นหลักการ การใช้ชีวิต เพื่อให้บรรลุผลตามที่ต้องการ

โอบกอดรับมือความเป็นจริง

ข้อดีของการที่เราเป็น “คนเปิดใจว้าง” มากๆ เป็นสิ่งที่ค่อยย้ำเตือนว่า อย่าหลอกตัวเอง ผลที่ตามมาของการเป็นคนเปิดใจ ก็คือผู้คนจะเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น มาพร้อมกับความจริงใจ และน่าเชื่อถือ แล้วเราก็สามารถนำความน่าเชื่อถือนั้นมาเรียนรู้

มองไปที่ธรรมชาติ กับความเป็นจริง สามารถมองได้ 2 รูปแบบคือ

  1. มองจากบนลงล่างมองภาพใหญ่ลงมา ในลักษณะภาพกว้าง อย่างเช่น เศรษฐกิจ หรือ GDP
  2. มองจากล่างขึ้นบน มองจากสิ่งเล็กๆ ตั้งแต่ ครอบครัว ชุมชน เมือง หรือประเทศ

การเรียนรู้ผ่านการทดลอง เป็นวิธีที่ดีที่สุด ในทุกระบบการเรียนรู้ เพราะมันทำให้เรา ได้ลงมือทำจริง ผ่านสิ่งทดลอง เป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด (No Pain, No Gain)” ความเจ็บปวดมันมอบสิ่งหนึ่งให้เรานั้นคือ “เครื่องเตือนใจ” นำไปสู่การพัฒนา

“ถ้าเรายังไม่ล้มเหลว แปลว่าเรายังไม่ก้าวผ่านขีดจำกัดของเรา”

พัฒนา ฝึกฝน ยอมรับความเจ็บปวด

  • เรียนรู้และจัดการจุดอ่อนของเรา
  • ครบเพื่อนที่ซื่อสัตย์ และกล้าที่จะพูดความจริงกับเราตรงๆ
  • เป็นตัวของตัวเอง ไม่หลอกตัวเองว่า เราแข็งแกร่ง ทั้งที่จริงแล้วเราอ่อนแอ

เมื่อเราเผชิญกับจุดอ่อนในตัวเรา วิธีที่ต้องจัดการคือ

  1. ปฏิเสธมัน
  2. ถ้าไม่อาจปฏิเสธมันได้ ก็ทำให้มันเป็นจุดแข็งของเราเสียเลย
  3. ยอมรับมันและหาทางหลีกเลี่ยง ถอยห่าง
  4. เปลี่ยนเป้าหมายได้ ถ้าในเป้าหมายนั้นมันมีจุดอ่อนของเราอยู่

ขั้นตอนเพื่อทุกสิ่งที่เราต้องการ

1️⃣ มีเป้าหมายที่ชัดเจน

  1. จัดระเบียบความสำคัญ
  2. ระวังอย่าสับสนระหว่างเป้าหมายกับความอยาก
  3. อยากติดกับดัก ความสำเร็จของตัวเราเอง
  4. อย่ามองว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้ มันใหญ่เกินตัว และเป็นไปไม่ได้

2️⃣ ระบุปัญหาให้ชัดเจน ไม่ยอมให้มันมาขวางทางระหว่างตัวเราและเป้าหมายอย่างเด็ดขาด

  1. มองปัญหาที่ทำให้ที่ทำเราเจ็บปวด เป็นยาแก้อาการเหล่านั้น เพื่อเพิ่มศักย์ภาพเรา
  2. พยายามอย่าหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา
  3. ระบุปัญหาให้ชัด
  4. ย่อยปัญหาใหญ่ ให้เล็กลง

3️⃣ กลั้นกรองปัญหาให้ถึงแก่นแท้ เพื่อหาต้นต่อให้เจอ

  1. มุ่งไปที่ “มันคืออะไร ก่อนที่จะคิดว่า จะจัดการมันอย่างไร”
  2. แยกแยะมูลเหตุ ออกจากต้นต่อของปัญหา
  3. เข้าใจตัวเอง และคนอื่นอย่างตรงไปตรงมา

4️⃣คิดออกแบบและวางแผนกำจัดปัญหาเหล่านั้น

  1. มองไปข้างหลังก่อนจะเดินต่อไป
  2. ให้คิดแง่บวก แล้วเขียนมันลงไป ว่าปัญหาคือผลผลิตของความสำเร็จ
  3. เขียนผลงานให้ทุกคนเห็น เพื่อวัดความก้าวหน้าของเรา

5️⃣ ทุมเททุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อให้เกิดผลลัพท์

  1. วางแผนไว้ดีแล้ว แล้วจงลงมือทำ
  2. ทำ To-Do List เพื่อให้แน่ใจว่าเราทำงานนั้นสำเร็วไปถึงไหนแล้ว
  3. ออกแบบตัวชีวัด ประเมินประสิทธิภาพของตัวเรา

เป็นคนที่เปิดใจอย่างแท้จริง

การที่เราจะเป็นคนที่เปิดใจ อย่างแท้จริง เราต้องมีทำความเข้า “เข้าใจตัวเอง” เริ่มจากรู้ว่าเราทุกคนล้วนมี Ego ในตัวคนเรามักไม่ย่อมรับความอ่อนแอ ความผิดพลาด เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองกับเราในแง่ลบ กลัวเสียศักดิ์ศรีและการไม่ถูกยอมรับในสังคม

การฝึกการปฏิเสธคนบ้างมันอาจช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้ แต่ความคิดของคนส่วนใหญ่มักคิดว่าถ้าเราปฏิเสธไปอีกฝ่ายอาจผิดหวังหรือเสียใจ แล้วทำให้เราถูกมองว่าไม่จริงใจต่อเขา เพราะมนุษย์เราทุกคนต้องการเป็นที่ย่อมรับและเป็นที่รักของทุกคน แต่ถ้าลองมาคิดให้ดีๆ คนที่ผิดหวังเสียใจที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เราให้ความช่วยเหลือแต่ อาจเป็นเราก็ได้ที่อาจเป็นฝ่ายผิดหวังและเสียใจเองก็เป็นได้

กลับมาที่ตัวเราสังเกตว่าภายในตัวเรา มีสิ่งที่ค่อยบงการตัวเราอยู่ คนสองคนกำลังควบคุมเราสองคนที่ว่านี้นั้งอยู่บนใหล่ของเรานั้นเอง ทั้งสองมักจะพูดกรอกหูให้เราฟังอยู่ตลอดเวลาว่า เชื่อฉันซิ วันนี้พักดีกว่าอย่าไปวิ่งออกกำลังกายเลยมันเหนื่อยนะ แล้วก็จะมีเสียงอีกพุดขึ้นมาทันทีว่า ออกไปวิ่งเถอะเพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะ

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกๆ คนเหตุก็เป็นเพราะว่า สมองส่วนอารมณ์ เข้าควบคุมสมองส่วนที่เป็นเหตุผล และทางออกที่ดีเราต้อง “ไม่ปล่อยให้ความต้องการ ในการออกกำลังกายเพื่อหวังผลในระยะสั้นๆ แล้วสุดท้ายก็ล้มเลิก แต่ต้องปล่อยให้ต้องการออกกกำลังกายในทุกๆ วันเพื่อผลลัพท์ที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว”

มองหาเพื่อนที่เชื่อถือได้และยังมีความคิดเห็นต่าง

ก่อนเข้าถูกวัย 60 ปี Ray เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล เนื่องจากเกิดความผิดปกติทางร่างกาย หมอคนแรกตรวจพบว่า Ray มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร อาจมีเชื้อมะเร็งที่อันตรายและรุกรามอย่างรวดเร็ว วิธีการรักษาทางเดียวคือ ตัดหลอดอาหารออก ซึ่งจะทำให้หลอดอาหารสั้นลง

หมอคนต่อมาแนะนำว่าโอกาสที่รักษาอาการนี้เป็นไปได้ยากแล้วถ้าถึงขั้นผ่าตัดโอกาสของการเสียชีวิต มีสูงถึง10% และเสียชีวิตคาเตียงผ่า 70% อาจกลับมาไม่ปกติและโอกาสรอดเพียง 20% เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าแม้กระทั้งผู้เชี่ยวชาญอย่างคนที่เป็นหมอทั้งสองคน ยังวินิฉัยโรคแตกต่างกัน Ray จึงยังไม่มั่นใจที่จะเลือกเชื่อหมอคนไหน Ray เป็นคนมีหลักการที่ดี เขาจึงคิดค้น Principles “การเปิดตา” หรือ Eye – Opening เป็นวิธีที่จะทำให้เห็นความจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งบางคนอาจมีคำถามในใจว่า โอกาสในการเลือกที่จะรักษากับหมอคนไหน บางครั้งทำได้ยากด้วยองค์ประกอบหลายๆ แต่มันจะไม่เป็นปัญหาถ้าเรา “เปิดใจมากขึ้น” กับทุกสิ่งอย่างแท้จริง

กลับมาที่หมอคนที่สามเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญในด้านมะเร็งในโรงพยาบาลชื่อดัง คำแนะนำที่ออกจากปากหมอท่านนี้คือ อาการของคุณไม่น่าเป็นห่วงมาก เพียงแค่เฝ้าติดตามอาการ ส่องกล้องตรวจดูภายในทุก 3 เดือนก็พอแล้วครับ และยังบอกทิ้งท้ายอีกว่า เชื้อมะเร็งที่มีอยู่ในตัวคุณ มันก็เหมือนกับเชื้อมะเร็งผิดหนังทั้วไปแค่นั้นเอง

สุดท้าย Ray ยังพูดติดตลกว่า ผมรอดจากมีดผ่าตัดมาได้เพราะผม เปิดใจรับฟังอย่างแท้จริง จากหมอหลายๆ คน ก่อนที่จะตัดสินใจรักษา หลักการที่ Ray ใช้นี้ผมคิดว่าทุกคนก็สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคนได้เหมือนกันครับ

เข้าใจความเชื่อมโยงของสมอง

การจะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุด สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือ “การทำงานของสมอง” ว่าระบบการทำงานมันเริ่มต้นจากส่วนไหนความเชื่อมโยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลอย่างไรกับบุคลิก นิสัยของเราตัวเราก่อนเมื่อเราเข้าใจถึงการทำงานสองอย่างถ่องแท้ จากนั้นการทำความเข้าใจ บุคลิกหรือนิสัยของคนอื่นๆ มันจะกลายเป็นเรื่องง่าย

สมองเราถูกตั้งโปรแกรมมานานแล้ว…เมื่อหลายร้ายล้านปีที่ผ่านมา งูเป็นสิ่งน่ากลัวทุกคนรู้ ดอกไม้น้อยคนหรืออาจจะไม่มีเลยที่คนเราจะกลัวดอกไม้ ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นภาพ คือสิ่งที่สมองของคนเราถูกตั้งโปรแกรมไว้ว่า “เราควรกลัวสิ่งใด และสิ่งไหนเราสามารถอยู่กับมันได้” โดยที่เรารู้สึกถึงความสบายใจ

โครงสร้างระบบสมองพื้นฐาน ของคนเรามีบางส่วนที่คล้ายกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื่อยคานต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต่างจากสัตว์ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ “สมองส่วหน้า(Neocortex) ซึ่งทำหน้าที่เรียนรู้ วางแผนจึงทำให้มนุษย์สามารถคิดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือคนที่มี IQ ดีแต่มันอาจยังดีไม่พอถ้าขาดส่วนที่ว่า EQ

คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักมี EQ เป็นเลิศหรือ “ความฉลาดทางอารมณ์” Emotional intelligence ข่าวดีคือสมองส่วนนี้ฝึกฝนได้และมันสามารถการเรียนรู้ได้จากการ “ทำซ้ำ” เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงของเส้นใยประสาทที่ใหญ่ขึ้น มันส่งผลดีที่จะทำให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

และทำความเข้าใจมนุษย์ด้วยกัน เรียนรู้วิธีการปรับตัวเข้าสังคมร่วมกันได้อย่างภาสุข สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเป็นเราอยู่ได้กระทั่งทุกวันนี้คือ การพึ่งพาและกัน ที่มีในหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง และไม่มีใครในโลกนี้อยู่คนเดียวได้โดยปราศจากเพื่อน

นี้จึงเป็นความสำคัญที่ว่าทำไม เราต้องเข้าใจการทำงานของสมอง เหตุก็เพราะว่าความเชื่อมโยงของสมองมันสามารถเชื่อมโยงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนและต่อๆ ไปได้อย่างไม่สิ้นสุด

การฝึกฝนช่องทางการสื่อสาร

เคยไหมครับอยู่ดีๆ เราก็เกิดนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาอดีตได้อย่างเสียเฉยๆ ซะอย่างทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พยามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกซักที กระบวนที่ว่านี้เรียกว่าการส่งต่อการทำงานภายในร่างกายของนั้นเอง

นานมาแล้วในยุคกรีกโบราณยังมีเรื่องราวของ Archimedes (อาร์คีมีดีส) ที่สามารถหาสืบหาความจริงที่ว่า มงกุฎกษัตริย์ถูกสร้างด้วยทองคำทั้งหมดหรือไม่ อาร์คีมีดีสจึงคิดหาวิธีต่างๆ มากมายจนหมดหนทางที่จะหาคำตอบที่แท้จริง

แต่แล้ววันหนึ่งในขณะที่เขากำลังจะอาบน้ำโดยการหย่อนก้นลงไปในอ่างน้ำ ทันทีที่ตัวเขาลงไปอยู่ในน้ำ เขาก็ได้สังเกตว่าน้ำมันเริ่มล้นลงไปที่ขอบอ่างทันใดนั้นเองเขาก็ได้คำตอบของเรื่องราวทั้งหมดของมุงกฎทองคำ

นั้นแหล่ะคำตอบของ “กฎการแทนที่น้ำ” เรื่องนี้มันทำให้เรารู้ว่า การปล่อยสมองให้ผ่อนคลาย ไม่คิดอะไรระหว่างที่ทุกสิ่งถาโถมเข้ามา สามารถเปิดช่องทางเชื่อมต่อ ความคิดสร้างสรรค์ที่ไหลเข้ามายังจิตสำนึกของเราได้

ข่าวดีสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้สามารถเปิดช่องทางการเชื่อมต่อการทำงานของระบบจิตใต้สำนึกให้ส่งความคิดดีๆ และสร้างสรรค์ออกมาได้นั้นหลักการเหล่านี้เราสามารถฝึกฝนและกำหนดควบคุมมันได้จาการเริ่มต้นด้วยการทำงานของนิสัย

นิสัยกับโหมดอัตโนมัติ

สิ่งกระตุ้น ➡️ กิจวัตร ➡️ รางวัล = วงจรนิสัย วงจรนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเกิดจากการกระทำซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตามถ้าเราเลือกและกำหนดมันว่าเราต้องการเลือกรับนิสัยที่ดี หรือนิสัยแย่ ผลลัพท์ที่ออกมาล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของเราทั้งหมด

ใช่ว่าการกระทำซ้ำๆ ของเราจนกลายเป็นนิสัยคงทนถาวรซะที่ไหน สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ผ่านจงปล่อยมันทิ้งไปแล้วมาเริ่มต้นสร้างนิสัยที่ดี เพราะวงจรนี้เราสามารถกำหนดปรับเปลี่ยนมันได้ เพียงแค่เราต้องเริ่มสร้าง “วงจรนิสัย” ตอนนี้เลย

Ray แนะนำหนังสือขายดี The Power of Habit ของผู้เขียน Charles Duhigg เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวการนิสัยของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งตรงกับกับช่วงที่ผมเพิ่งอ่านจบไประหว่างที่สรุปบทความนี้พอดี อีกหนึ่งเสียงที่แนะนำให้ไปหาอ่านกัน เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง (อ่านง่ายมาก) สามารถลดภาระการทำงานของสมองไปได้เยอะทีเดียวครับ

ฝึกเพื่อให้ได้นิสัยที่ถูกต้อง

Left Image Right Image

ความแตกต่างสมองทั้งสองด้าน ถ้าให้อธิบายถึงลักษณะของแต่ละคนสามารถพูดได้ว่า คนที่มีความเป็นคนสมองซีกซ้ายเรียกว่า “คนฉลาด” และคนที่มีความเป็นสมองซีกขวาเรียกว่า “หัวแหลม” เมื่อสองคนนี้มาพบกัน มักมีความเห็นต่างในทางความคิด

การศึกษาและงานวิจัยยังระบุว่า เราสามารถฝึกความเชื่อมโยงใหม่ของสมองทั้งสองซีก ให้ทำงานร่วมกันอย่างสมดุลและถูกต้อง เปรียบได้กับการออกกำลังกายยิ่งเรายกเวทมากขึ้น วิ่งทุกวัน กล้ามเนื้อในร่างกาย และระบบหัวใจ ก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกิดวงจรนิสัย แรงกระตุ้น กิจวัตร และรางวัล สุดท้ายมันจะเกิดการ “เชื่อมโยงใหม่” ของสมองทำให้เรากลายเป็นคนรักการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงที่มีประโยนช์นำมาซึ่งโอกาสและความสำเร็จ

เรียนรู้การตัดสินใจ

การคิดลบคืออุปสรรค์ใหญ่ที่สุดในการตัดสินใจ สมองคนเราจะเก็บข้อมูลความทรงจำไว้ในจิตใต้สำนึกซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัยของคนคิดแง่ลบ สักวันหรือช่วงเวลาไหนมันอาจผุดขึ้นมารบกวนจิตใจและทำให้การตัดสินใจของเรากลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงก็เป็นได้

วิธีแก้ไขที่ช่วยทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น ให้ตั้งคำถามว่า “อะไรคือต้นต่อของปัญหานั้น” แล้วเมื่อได้คำตอบให้ “ชั่งน้ำหนักปัญหา” ถ้าใหญ่เกินรับมือให้หาผู้ช่วยที่มีความรู้ เชื่อถือได้ จากนั้นเป็นการ “วิเคราะห์” ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยแบ่งออกแยกย่อยเป็น ภาพรวมระดับ สูงถึงย่อย

ตัวอย่างของการวิเคราะห์ปัญหาจากระดับ สูงถึงย่อย

1 ภาพรวมระดับสูง : ผมต้องการทำงานที่ช่วยเหลือสังคม เพื่อพัฒนาผู้คนให้มีความรู้มากขึ้น

1.1 แนวคิดรอง: ทำงานเป็นครูสอนให้ความรู้กับผู้ที่สนใจเรียนรู้ ทางออนไลน์

  • จุดย่อย: เรียนรู้ในด้านการสอน และการทำ Conten online
    • จุดย่อยของจุดย่อย: พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
      • จุดย่อยของจุดย่อยของจุดย่อย: อ่านหนังสืออยู่บ้าน แทนที่จะเล่นมือถือ

ทฤษฎีเกม (Game Theory)

สิ่งที่น่าสนใจกับเกี่ยวกับทฤษฎีเกม Game Theory ถือได้ว่าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการหาเหตุและผลต้นตอของสิ่งๆ นั้นว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? ถ้าเป็นเรื่องของธรรมชาติเราสามารถเข้าใจได้โดยมีวิทยาศาตร์เป็นสิ่งยืนยันว่าสิ่งที่เราสงสัยมันเกิดขึ้นมาจากอะไร

แต่ก็ถ้าเป็นเรื่องการเมือง สังคมหรือกลยุทธที่ใช้สำหรับการ “ตัดสินใจ” คำถามคือ: คนเราเลือกหรือใช้วิธีการใดมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะอะไรเราจึงตัดสินใจเลือกที่จะทำสิ่งนั้นๆ

คำตอบคือ: เพราะมีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อ Game Theory ที่มีผู้เล่นตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป้าหมายหลักสูงสุดของผู้เล่นแต่ทั้งสองต้องวิเคราะห์กลยุทธของแต่ละฝ่าย และผลลัพธสูงสุดคือต้องการชัยชนะมาเป็นของตนให้ได้มากที่สุด

วิธีหาคำตอบของเกม (จุดดุลยภาพ) ลองคิดซิว่ามีกลยุทธ์ไหนที่แย่กว่า กลยุทธ์ที่ดี ถ้าเจอให้ตัดออกไปเรื่อยๆ จนเหลือกลยุทธ์ที่ดีสุดที่สุด (แต่ให้คิดว่าอีกฝ่ายก็คิดไม่ต่างจากเรา) ถ้าเราถูกคู่แข่งเลือกกลยุทธ์ที่ว่าไปแล้ว หรือต่างฝ่ายต่างคิดเหมือนกันนี้คือแหละ จุดดุลภาพนั้นเอง

นอกจากนี้การตัดสินใจที่ดียังต้อง เป็นการตัดสินใจจากการใช้ตระกะ เหตุผลรวมถึงสัญชาตญาน (การทำงานของจิตใต้สมนึก) ไม่ควรตัดสินใจด้วย “ความคิดส่วนอารมณ์มากกว่า” ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าให้องค์ตัดสินใจสินใจเรื่องสำคัญๆ โดยถามความคิดเห็นของคนส่วนมากผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร เพราะส่วนใหญ่ความคิดคนหมู่มากมักที่จะไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีนั้นเอง

ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ตัดสินใจได้ดีขึ้น

ประสบการณ์พร้อมกับการเรียนรู้ที่เราสะสมมา เป็นสิ่งที่ช่วยสอนพร้อมกับกระตุ้นแจ้งเตือนถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจของเราให้ดียิ่งขึ้น คนที่ฉลาดมักทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย สูตรลับคือ “ลดความซับซ้อน” คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักใช้หลักการนี้

ข่าวดีคือ ถ้าเรามีข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่เพียงให้เราทะลายกำแพงนั้นเสียแล้ว เรียนรู้ฝึกฝน ใส่ความพิเศษกับสิ่งเหล่านั้น หรือลองแล้วยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ให้ “หยุดพัก” ▶ แล้วหาผู้รู้ที่ไว้ใจได้ค่อยช่วยเหลือ หรือในยุคนี้เราสามารถเลือกใช้ AI เป็นผู้ช่วยการตัดสินใจ

เหตุผลหลักๆ ที่ AI ทำได้ดีคือ “อีโก้” AI ไม่มีความทะนงตนอคตินี้จึงเครื่องมือที่ช่วย กำหนดตัวชี้วัดทิศทางการตัดสินใจที่ดีมาก มันไม่มีอารมณ์ ไม่มีเวลาพัก ไม่บ่น มันสามารถหาข้อมูลทั้งหมดในโลกให้เราได้อย่างรวดเร็ว แถมตอนที่เขียนอยู่ตอนนี้ความสามารถของ AI พัฒนาถึงขั้นเป็นผู้ช่วย (AI agents) ให้กับเราอย่างน่าทึ่ง

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเกี่ยวกับเรื่องของ AI การใช้งานเราต้องตั้งค่อยเตือนกับตัวเองเสมอว่า

  • AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยลดเวลาการทำงาน
  • ใช้ AI อย่างมีขอบเขต
  • ตรวจสอบข้อมูลอ้างอิงจากหลายๆ แหล่งก่อนตัดสินใจเชื่อ

“ถ้าเรายังไม่เปลี่ยน ‘ความไม่รู้ตัว’ ให้กลายเป็น ‘ความรู้ตัว’ สิ่งนั้นจะคอยกำหนดชีวิตเรา แล้วเราจะเรียกมันว่าโชคชะตา” < Carl Jung>

เข้าใจหลักการณ์ทำงานของ AI

การทำความเข้าใจพื้นฐานของสิ่งๆ นั้นอย่างลึกซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่เราต้องทำความรู้จักและคุ้นเคย รู้วิธีการทำงานที่มาที่ไปของสิ่งเหล่านั้นได้ดีเสียก่อน เพราะมันหมายถึงทิศทางของ “การตัดสินใจ”

AI ในปัจจุบันนี้ต้องย่อมรับว่า “ฉลาดขึ้นมาก” และ “เรียนรู้ได้เร็วมาก” ฉลาดขึ้นรายวัน ! เพียงแค่ไม่กี่ปีมันสามารถ พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด ตอนที่ ChatGPT 3.5 เปิดตัวให้ผู้ใช้งาน ก็มี User ลงทะเบียนใช้งานสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าคนเราตื่นตัวกับเทคโนโลยี AI เป็นอย่างมาก และแน้วโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อีกหนึ่งสิ่งในตอนนี้และอนาคต เราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงจุดไหนของโลกนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ประเทศจีนเพิ่มหลักสูตรภาคบังคับให้เด็กทุกคน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ AI เพื่อรองรับคลื่นลูกใหม่ที่จะซัดเข้าฝั่งตลาดแรงงานใน อนาคตอย่างแน่นอน! สิ่งที่เราทำได้คือ เปิดใจย่อมรับ, ปรับตัว, ..ใช้ AI เพิ่มความรู้ความเข้าใจพื้นฐานการใช้งาน เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราสามารถอยู่รอดและอยู่ร่วมกับ AI ได้แล้วครับ

การเป็นคนเปิดใจอย่างแท้จริง

การเปิดใจย่อมรับออกมาอย่างจริงใจ มันทำให้เราได้เห็นความคิด ความรู้สึก ความต้องการทั้งหมดที่ถูกบดบังอยู่ภายในลึกๆ ยิ่งเราปกปิดมากขึ้นเท่าไร อีโก้ Ego ในตัวเราจะยิ่งช่วยบดบังความเป็นจริงมากขึ้นทำให้เราย้ำอยู่กับที

แต่ถ้าเรากล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ยอมรับความเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น และตระหนักรู้ว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เจ็บได้ เศร้าได้ ทุกข์ได้ หัวเราะและมีความสุขได้ จะทำให้เราเกิดกระบวนการวิวัฒนาการ”เพื่อทุกสิ่งที่เราต้องการ” ทั้ง 5 ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นได้แก่

  1. การตั้งเป้าหมาย
  2. การระบุถึงสาเหตุของปัญหา
  3. การวิฉัยปัญหา
  4. การหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหา
  5. การทำสิ่งที่จำเป็น

Ray บอกว่าไม่มีใครทำทุกขั้นตอนได้ดีทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ต้องพึ่งพาคนอื่นที่เชื่อถือได้ เพราะการจะทำอะไรให้สำเร็จต้อง ร่วมแรงร่วมใจกันคิด มันถึงจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเครื่องจักรที่เรียกว่าความสำเร็จต่อไปได้ครับ


ช่วยกันเเชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
Avatar photo
JakkitBlog

Summary Book

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *