สรุปหนังสือ พลังของสมองที่สอง เขียนโดย Tiago Forte
ข้อมูลเป็นที่สำคัญต่อคนเรามากโดยเฉพาะเวลาที่จะเลือกหยิบข้อมูลดีๆ ไปใช้ให้เกิดประโยนช์สูงสุดในยุคปัจจุบันโลกเรามีข้อมูลที่ท่วมท้นมากมายเกิดขึ้นไม่หยุด ทั้งจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อทางออนไลน์ที่เกิดขึ้นทุกวินาที
สมองคนเราถูกออกแบบมาเพื่อให้ปิ่งไอเดียและความคิดสร้างสรรค์คงยากที่จะสามารจดจำข้อมูลที่ท่วมท้นได้ นอกจากว่าเรารู้วิธีการจดโน๊ตเพื่อบันทึกข้อมูลไว้ในสมองที่สองของเราอย่างเป็นระเบียบสามารถเลือกหยิบเอามาใช้ในอนาคตได้เลยในทันทีโดยไม่ต้องมานั่งนึกว่าเราเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ที่กันนะ
ข้อดีของการสร้างสมองที่สองจะช่วยให้เรา
- ค้นหาสิ่งที่เรียนรู้มาได้อย่างรวดเร็ว
- จัดระเบียบความรู้ของเรา
- มีเวลาไปทำอะไรมากขึ้น
- เชื่อมโยงไอเดียเข้าด้วยกัน
- ใช้สมองน้อยลง
ความหมายของสมองที่ 2
ข้อมูลท่วมท้นจนเกินรับไหวในปัจจุบันนี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้ขาดสมาธิในการจดจอ เดี๋ยวนะเมื่อวานข้อมูลที่ฉันเขียนไว้จะส่งให้ลูกค้าตอนนี้ไปอยู่ไหนนะ สิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกว่าเรากำลังค้นหาข้อมูลที่ไม่เป็นระบบกระจัดกระจาย แถมยังบางครั้งยังหาข้อมูลเหล่านั้นไม่เจอเสียด้วย
ในหนังสือเล่มอธิบายความสามารถในการจำจดด้วยสมองกลอัจฉริยะ มันช่วยตอบโจย์ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดเพียงแค่เราเรียนรู้และวิธีการใช้งานมันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ก่อนเราไปพูดถึงสมองที่สองผมขอเล่าย้อยกลับไปถึง การจดบันทึกในสมัยก่อนตั้งแต่เลโอนาร์ ดา วินี ไปจนถึงเวอร์จิเนีย วูล์ฟ การจะบันทึกข้อมูลในสมัยนั้นต้องพกสมุดติดตัวของพวกเขาไปด้วยทุกที่ตลอดเวลาสมุดนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนสร้างปฎิสัมพันธ์รวมถึงใช้จุดประกายความคิดของตัวเองเลือกวิธีคิดและทบทวนเรื่องราวต่างๆ มากขึ้นด้วยใจที่เย็นลงรักษาจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านหลบออกจากโลกดิจิทัลเป็นการชั่วคราว
ถัดมาเป็นสมุดดิจิทัลการจดบันทึกที่ต่างจากสมุดจดที่สามารถค้นหาจัดระเบียบและรู้ว่าต้องหาข้อมูลที่เราบัญทึกไว้ได้จากที่ไหนข้อดีคือช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาข้อมูล สมุดดิจิทัลจึงเป็นที่มาของสมองที่สองที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ครับ
จดเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ การจดบันทึกแบบใหม่เป็นเหมือนตัวต่อความรู้ที่แยกออกเป็นข้อมูลย่อยๆ เหมือนการยกข้อมูลออกจากหัวสมองของเราลดภาระการทำงานของสมอง
การทำงานของสมองที่สอง
ให้คิดว่าเรามีเลขาส่วนตัวที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ติดตามเราไปทุกที่ทุกเวลาทั้งนี้ยังช่วยพัฒนาความคิดที่และทำให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างเห็นชัดเจนเห็น เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่างๆ คนที่มีไอเดียดีๆ ส่วนใหญ่มองเห็นความสัมพันธ์การเชื่อมโยงเก่งกว่าคนทั่วไป Keyword ที่สำคัญมากๆ ที่จะทำให้ความเชื่อมโยงเชื่อมต่อกันได้คือ “การรวบรวมเนื้อหาที่มีประโยชน์ไว้ในที่เดียวกัน” ดังที่ Steve Jobs เคยพูดไว้ในงานพิธีจบการศึกษาของมหาลัย Stanford ว่า
“คุณไม่สามารถเชื่อมต่อจุดไปข้างหน้าได้ แต่คุณสามารถเชื่อมต่อจุดย้อนกลับไปหาอดีต ดังนั้น คุณจึงต้องเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งจุดเหล่านั้นจะเชื่อมต่อคุณในอนาคต คุณต้องมีความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็น Gut feeling ความกล้าหาญ โชคชะตา หรือบาปกรรมต่าง ก็แล้วแต่ ซึ่งวิธีนี้ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง และมันก็ได้สร้างแตกต่างทั้งหมดในชีวิตของผม“
ยิ่งเราสร้างข้อมูลที่ดีมีประโยชน์รวมถึงความหลากหลายมากเท่าไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในวันข้างหน้ามันจะไม่ซ้ำใครมากขึ้นเท่านั้น
หลายๆ คนคงเคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่อยู่ดีๆ ไอเดียก็ผุดขึ้นมาได้มาโดยไม่ต้นสายปลายเหตุ ตอนที่เราไม่มีอุปกรณ์ใดที่จะบันทึกไว้พวกมันไว้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบใช้เครื่องมือที่มีประโยชน์มาเพราะคิดว่านี้แหละคือสิ่งที่ใช่เลยสำหรับฉัน และเป็นที่มาของเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า “อคติจากความรู้ใหม่ recency bias คือคนเราชอบความคิดแรกไม่ว่ามันจะดีหรือไม่แต่เรารู้สึกชอบความคิดนี้” ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร
แต่ถ้าเราลองถอยออกกลับมามองว่าตอนนี้เรามีตัวช่วยที่ทรงพลังของสมองที่สองที่จะช่วยคบเคี่ยวความคิดบ่มเพราะให้เวลาตัวเองอย่างใจเย็นค่อยๆ ตกผลึกไอเดียจากนั้นลับคมความคิดให้เฉียบขึ้น
แนะนำเลือกใช้แอปจดโน๊ต
แอปจดโน๊ตของแต่ละเจ้าในตลาดตอนนี้มี feature แตกต่างกันผู้อ่านลองเข้าไปโหลดและทดลองใช้ทั้งแบบที่เสียเงินและใช้งานฟรีส่วนตัวที่ผมใช้อยู่คือ Notion แนะนำเลยดีมากครับ
CODE
เทคนิคการจดบันทึกแบบ CODE สี่ขั้นตอนที่ช่วยให้เราจดบันทึกได้ขึ้น
เคยสัมผัสความคิดแวบแรกกันใช้ไหมครับนั้นแหล่ะครับคือสิ่งที่เราจะเลือกเก็บข้อมูลนั้นมาไว้ในคลังความรู้มันคือวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการเขียน พูด เมื่อเราได้รับข้อมูลตรงนั้นมาแล้วเราจะจัดการที่จะจัดเก็บมันอย่างไร
Capture ก่อนที่จะเลือกเก็บอะไรเข้ามาสมองที่สองของเราก่อนอื่นให้ถามกับตัวเองก่อนเสมอว่า “อะไรที่เราสนใจอยากรู้มาตลอด” คำถามต้องเป็นคำถามปลายเปิด
Organize คือวิธีการจัดระเบียบให้กับสมองที่สอง ระบบ PARA เป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบของข้อมูลแยกออกเป็นหมวดหมู่มีการกำหนดระยะเวลาทำและจุดสิ้นสุดของโครงการ เช่น การวางแผนพาครอบครัวไปเที่ยวหรือการเขียนบทความให้เสร็จทันตามเวลาที่กำหนด
A: Area คือหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน Area เป็นสิ่งที่เราต้องทำตลอดไปไม่มีจุดสิ้นสุด เช่นการออกกำลังกาย การมีปฎิสัมพันธ์กับครอบครัวและสังคมภายนอก การศึกษาเรียนรู้และการพัฒนาตนเองเป็นต้น
R: Resource เรื่องราวและข้อมูลที่เราสนใจ เป็นสิ่งที่เป็นประโยนช์ที่ควรเก็บไว้ในอนาคตเช่น บทความเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ คลิปวิดีโอสอนท่าออกกำลังกาย คำคมที่เราชอบ คำศัพท์ภาษาที่เราสนใจ
A: Archive สุดท้ายคือพื้นที่เก็บข้อมูลทั้ง 3 ด้าน ข้อมูลหรือ Project ที่ทำเสร็จแล้ว อาจมีประโยนช์ในอนาคต ถ้าวันใดวันหนึ่งเราอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ก็สามารถดึงมันขึ้นมาได้ โดยที่เราไม่ได้ลบข้อมูลนั้นอย่างถาวร
Distill กลั่นกรองเข้าให้ถึงแก่นสำคัญ เมื่อทุกอย่างถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ ถึงเวลากลั่นกรองความคิดไม่ใช่ปล่อยให้ข้อมูลให้นอนนิ่งอยู่แบบนั้น คงคงดีมาก ถ้าเรามีโอกาสที่จะได้นำประโยชน์จากสิ่งที่เราอ่าน ได้เรียนรู้ หรือจากบุคคลต้นแบบมาใช้ในเลยทันที แต่ในโลกความเป็นจริงเรากลับไม่ได้รับโอกาสนั้น ไหนจะเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ เรื่องของครอบครัว หรือกับเพื่อนๆ ทั้งหมดนี้ปรียบเสมือนข้อต่อที่ขาดหายไปในการที่เราจะสามารถนำข้อมูลที่เราบันทึกมาใช้ให้ได้ประโยชน์
การสรุปแบบก้าวหน้า คือขั้นตอนการกลั่นกรองใจความสำคัญที่สุดของเนื้อหาที่เราจัดหามาโดยอยูู่ในรูปแบบดิจิตัล ถ้าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับบทความเรื่องเกี่ยวกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ เราควร “เลือกเฉพาะบางส่วนข้อบทความ” ไม่ต้องเลือกเนื้อทั้งหมดของบทความแล้วทำ ตัวหนาประใยคที่น่าสนใจ การทำตัวหนาไว้เพื่อเวลาเรากลับมาอ่านในอนาคตจะได้อ่านได้เร็วขึ้น เท่านั้นยังไม่พอ
เน้นไฮไลต์เน้นประเด็นสำคัญอีก เพื่อย่อยเนื้อหาลงไปอีกให้เหมือนการสกัดเอาแต่เนื้อหาที่เป็นแกนสารจริงๆ ของบทความ สุดท้ายคือการเขียน …เลือกสรุปออกมาเป็นหัวข้อสองถึงสามหัวข้อ เพื่อเป็นสรุปย่อ
- เลือกบางส่วนของเนื้อหา
- ใส่ตัวหนาในประโยคที่น่าสนใจ
- ไฮไลต์ประเด็นสำคัญ
- สรุปเป็นหัวข้อย่อ (Bullet point)
Express นำเสนอผลงาน ยิ่งเราไม่รู้มากเท่าไรเรายิ่งต้องหาข้อเท็จจริงของความถูกต้องและความแม่นยำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้และวิธีที่ดีที่สุดคือการดึงประสบการณ์ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด ทุ่มเทแรงกายแรงใจกับสิ่งที่เราสนใจไม่ว่าเป็นการอ่านการ จัดระเบียบข้อมูล สิ่งที่เราทำอยู่เป็นประจำวันถึงแม้มันอาจจะดูเล็กน้อยก็ตาม แต่สิ่งที่เล็กน้อยนี้แหละมันจะกลายเป็นนิสัยที่ดีให้เรากลายเป็นนักจัดระเบียบที่สามารถสร้างผลงานที่พร้อมสำหรับการนำเสนอ
เคล็บลับของการนำเสนอผลงาน : แสดงผลงานแต่เนินๆ บ่อยๆ รวมถึงใส่ข้อติชมเพื่อเราจะได้รู้ถึงข้อดีข้อเสียจากผู้ที่ชมผลงานของเราและนำมันปรับปรุงแก้ไขผลงานชิ้นต่อไปของเรา ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีเค้าโครงเก่าให้สานต่อเพื่อจัดระเบียบ พื้นที่ โครงการ แหล่งข้อมูลสุดท้ายกลั่นกรองประเด็นสำคัญที่สุดออกมาเป็นผลงานการนำเสนอที่หาง่ายและรวดเร็วนั้นเองครับ
ลงมือทำเริ่ม …
- ค้นหาเสียงที่อยู่ในตัวเรา
- สิ่งที่เราจะเสนอออกไปต้องมีความหมาย
- เห็นคุณค่าของไอเดียของเราและแบ่งปันมันออกไป
- แม้ไอเดียเราจะดูเล็กน้อย ให้เชื่อว่ามันสามารถสร้างประโยชน์ให้ใครหลายๆ คนได้
“verum ipsum factum” “เรารู้เพียงสิ่งที่เรามือลงทำ”
จัมบาตติสตา วิโก นักปรัชญาชาวอิตาลี
ทั้งหมดนี้คือวิธีการนำเสนอตัวเองเพื่อปลดล็อคศักยภาพสูงสุดของความคิดสร้างสรรค์โดยที่เรามีสมองที่สองเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดของเราได้
3 นิสัยที่ดีในการเป็นจัดระเบียบ
การจะเป็นนักจัดระเบียบที่ดีเราต้องเริ่มต้นที่นิสัยเพราะมันคือการกระทำสิ่งใดซ้ำๆ จนกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติเช่นเดียวกับการจัดระเบียบข้อมูลก็ต้องการดูแลอย่างสม่ำเสมอโดยมีหลักการสร้างอุปนิสัย 3 สิ่งที่สำคัญต่อสมองที่สองของเรา
การทำเช็กลิสต์โครงการคนส่วนใหญ่ทำเช็ก Chicklist เพื่อดูว่างานที่ต้องทำ มีอะไรบ้างแล้วขัดฆ่ามันทิ้งเมื่อการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ถ้าจะเพิ่มประสิทธิภาพหรือต่อ ยอดงาน เราควรวางแผนที่จะนำมันมา “รีไซเคิล” ใหม่
วิธีนี้เหมือนกับวิธีของนักลงทุนที่ ใช้เงินกำไรที่ได้มาไปต่อยอดเงินลงทุนเพิ่มผลกำไรขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้เงินของพวกเขาโตเติบมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเราจะเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยง ของสิ่งต่างๆ ที่สะสมมาอย่างเป็นระบบ
1. การทำเช็คลิสต์ก่อนเริ่มโครงการ
- เก็บความคิดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสำหรับโครงการ ✅
- เมื่อไอเดียเกิดให้เก็บข้อมูลนั้นทันทีโดยบันทึกไว้ในที่โฟลเดอร์ โครงการใหม่
- เขียนเป็นหัวข้อย่อยสั้นและกระชับ
- อยู่ในพื้นที่ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย
- กลับมาตรวจสอบหรือค้นหาบันทึก เก่าๆที่เกี่ยวข้อง ✅
- ตรวจสอบข้อมูลหรือไฟล์เก่าๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่เราจะเราทำใหม่
- ใช้ระบบ PARA และสรุปแบบก้าวหน้าที่เคยอธิบายไว้ก่อนหน้า
- ระหว่างค้นหาอย่าจมอยู่กับข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง
- ค้นหาคำศัพท์เฉาะที่เกี่ยวข้องทุกโฟลเดอร์ ✅
- ใช้คำสั่งค้นหาข้อมูล (ซึ่งมีอยู่ในแอปจดโน็ตที่เราใช้อยู่)
- อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างไว (เพราะในข้อมูลที่เรามีถูกสรุปย่อไว้หมดแล้ว)
- ย้ายข้อมูลที่เป็นประโยชน์เข้าไปในโครงการใหม่ ✅
- ย้ายข้อมูลไปไว้ในโฟลเดอร์โครงการและติดแท็ค
- สร้างโครงร่างของโครงการ ✅
- เขียนโครงร่างกำหนดหัวข้อเพื่อเป็น Framework
2. ทบทวนความคืบหน้า
- ทบทวนเพื่ออัพเดทเป้าหมาย
- อัพเดทโครงการต่างๆ
- ทบทวนพื้นที่ความรับผิดชอบ
- ทบทวนสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน
- จัดลำดับความสำคัญของงาน
3. ฝึกเป็นคนช่างสังเกต
- สังเกตว่าข้อมูลนี้โดนใจให้เก็บไว้ ยอมเสียเวลานิดเดียวเพื่อเก็บมัน
- สังเกต ชื่อของโฟลเดอร์ อาจมีผลกับการค้นหาในอนาคตควรเปลี่ยนเพื่อง่ายต่อการค้นหา
- สร้าง Link เชื่อมโยงพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกันเพื่อความเชื่อมโยงของข้อมูล
ไหนๆ เราก็ทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้วถือว่าเป็นการฝึกนิสัยการเป็นนักจัดระเบียบ ควรเริ่มจากแค่สิ่งเล็กๆ ความสม่ำเสมอที่มาพร้อมกับความยืดหยุ่น ใช่ช่วงที่ว่างเรามานั่งจัดระเบียบที่ดีพร้อมกันและเรียกใช้เมื่อเราต้องการกันนะครับ
สรุป
อย่างที่กล่าวไว้ในช่วงต้นว่าข้อมูลเกิดขึ้นมากมายอยู่ตลอดเวลาให้เก็บทั้งหมดคงไม่ไหว สิ่งที่เราควรทำคือไม่ต้องเก็บทุกอย่างที่ได้รับมา เลือกเฉพาะที่มันสำคัญมีประโยชน์ขั้นตอนต่อไปคือการจัดการระบบข้อมูลที่ดี ถ้าวันใดวันหนึ่งเรารู้สึกสับสนเหนื่อยล้ากับข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา … ให้หยุด …ถอยออกมาแล้วตั้งสติไม่ต้องรีบร้อนควรเย็นให้เป็น หลังจากนั้นค่อยกลับมาเริ่มทำสิ่งต่างๆ ทีละโครงการ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ให้คิดว่าสมองที่สองก็คือส่วนประกอบหนึ่งของร่างกายเราที่ต้องได้รับการรักษาดูแลเป็นประจำและสามารถอยู่กับเราไปตลอดชีวิต