เคยสงสัยไหมครับ? ว่าทำไมทันทีที่ตื่นนอน ร่างกายเราถึงพาตัวเองเดินไปเข้าห้องน้ำและหยิบแปรงสีฟันขึ้นมาได้เองโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ตายังลืมไม่เต็มตาทั้งที่ไม่มีใครบังคับ ราวกับว่าสมองของเราถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้า
“ถึงเวลาแปรงฟัน”
คำตอบของพฤติกรรมมหัศจรรย์นี้ ซ่อนอยู่ในหนังสือ ‘The Power of Habit’ หรือในชื่อไทย ‘พลังแห่งความเคยชิน’ โดยหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นโดย Charles Duhigg เป็นคอลัมนิสต์ของหนังสื่อพิมพ์ The New York Times ผลงานของเขาคือรางวัลจากพูลิตเซอร์ร่วมกับเพื่อนร่วมงานในปี 2009
สำหรับใครที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว วันนี้ผมจะขอมาช่วยปัดฝุ่นความทรงจำกันสักนิด ส่วนใครที่ยังไม่เคยอ่านและกำลังลังเลที่ซื้อหาอ่านฉบับเต็ม ลองมาอ่านบทสรุปจาก JakkitBlog ก่อนก็ได้ครับ และวันนี้ผมจะขอทำหน้าที่เป็นพ่อครัวทำ ‘น้ำจิ้ม’ รสเด็ด ที่จะพาคุณไปสัมผัสแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้… พร้อมแล้ว เรามาเริ่มไขความลับของสมองกันเลยครับ
กลไกของสมองที่เรียกว่า “วงจรนิสัย” (The Habit Loop)
หลายคนอาจคิดว่าเราแปรงฟันเพราะรักสะอาด หรือชอบรสชาติซาบซ่าของยาสีฟัน แต่ลึกๆ แล้ว สิ่งที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมอัตโนมัตินี้คือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘วงจรนิสัย’ ครับ
Charles Duhigg อธิบายว่า นิสัยทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าดีหรือร้าย ล้วนเกิดจากองค์ประกอบ 3 อย่างที่ทำงานวนลูปกันเสมอ คือ:
- สิ่งกระตุ้น (Cue): สัญญาณที่สั่งให้สมองเริ่มทำงาน
- กิจวัตร (Routine): พฤติกรรมที่เราทำลงไป (ทั้งทางกายและใจ)
- รางวัล (Reward): สิ่งตอบแทนที่ทำให้สมองจดจำว่าพฤติกรรมนี้ ว่าคุ้มค่า ที่จะทำต่อในอนาคต
ลองมาดูตัวอย่าง การแปรงฟัน ให้เห็นภาพชัดๆ กันครับ
- สิ่งกระตุ้น: ผมอยากให้คุณลองเอาลิ้นถูกไปบริเวณฟันของเราตอนนี้… ใช้มันคือความรู้สึกสากๆ ลื่นๆ ที่เรียกว่า ‘คราบเมือก’ (The Film) บนฟันตอนเช้า หรือกลิ่นปากนั้นเอง
- กิจวัตร: คือการหยิบแปรงมาสีฟันแล้วเริ่มแปรง
- รางวัล: คือความรู้สึก สะอาดสดชื่น ตาสว่างขึ้นมาทันทีและความ ซาบซ่า จากฟองยาสีฟันที่เราสัมผัสได้หลังแปรงฟันเสร็จ
จุดพีคคือ… เมื่อเราทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุกวันๆ สมองจะเริ่มเสพติดความรู้สึก ซาบซ่า (Craving) นั้น จนกลายเป็นว่าถ้าวันไหนไม่ได้แปรงฟัน เราจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป และนั่นแหละครับ คือวินาทีที่ นิสัย ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ ที่นี่เราก็รู้แล้วว่านิสัยเกิดขึ้นมาได้เพราะอะไร
คนเรามีนิสัยที่ดีและแย่อยู่ในตัวทุกคน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนอยากทำและเปลี่ยนแปลงคือ การเปลี่ยนนิสัยที่แย่ให้กลายเป็นดี คงไม่มีใครอยากเปลี่ยนจากดีเป็นแย่ใช่ไหมครับ? และในส่วนต่อไปเป็นจะพูดถึงวิธีของ กฎทองของการเปลี่ยนนิสัย ไปชมกันครับ
กฎทองของการเปลี่ยนนิสัย: บทเรียนจากสนามอเมริกันฟุตบอล
ความลับสำคัญที่หนังสือเล่มนี้บอกเราคือ นิสัยเก่าไม่สามารถลบทิ้งได้ แต่มันเปลี่ยนได้ อะไรๆ ที่แล้วมาก็ปล่อยมันไป ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยกฎทองที่ว่า คงสิ่งกระตุ้นเดิมไว้ คงรางวัลเดิมไว้ แล้วเปลี่ยนแค่กิจวัตรตรงกลาง
เพื่อให้เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างบุคคลระดับตำนานอย่าง Tony Dungy (โทนี่ ดันจี) โค้ชผู้เข้ามาพลิกฟื้นทีม Tampa Bay Buccaneers จากทีมแจกแต้มให้กลายเป็นแชมป์ Super Bowl ได้ในที่สุด

ปัญหาของทีมที่แพ้ซ้ำซาก ดันจีพบว่าลูกทีมของเขาไม่ได้ขาดทักษะ แต่พวกเขา คิดมากเกินไป ในสนาม เมื่อเห็นคู่แข่งขยับตัว ผู้เล่นจะหยุดวิเคราะห์แผนการเล่นก่อนจะขยับตัว ซึ่งความลังเลเพียงเสี้ยววินาทีนั้นมากพอที่จะทำให้แพ้ได้
กลยุทธ์เปลี่ยนนิสัยของดันจีเขาไม่ได้สอนแผนการเล่นที่ซับซ้อนเหมือนทีมอื่น แต่เขาสอนให้ลูกทีม เลิกคิด แล้วใช้ สัญชาตญาณ แทน โดยการเจาะเข้าไปแก้ที่วงจรนิสัย 3 สิ่งที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นคือการปรับเปลี่ยนวงจรนิดๆ หน่อย
- สิ่งกระตุ้น (Cue): (เหมือนเดิม) เช่น ทิศทางการวางเท้าของคู่แข่ง หรือตำแหน่งไหล่ของควอเตอร์แบ็ก
- กิจวัตร (Routine): (เปลี่ยนใหม่!) จากเดิมที่ ‘เห็น หยุดวิเคราะห์ วิ่ง’ เปลี่ยนเป็น ‘เห็น พุ่งชนทันที
- รางวัล (Reward): (เหมือนเดิม) ความสะใจที่สกัดบอลได้ และชัยชนะของทีม
ดันจีฝึกให้ลูกทีมทำแบบนี้ซ้ำๆ จนกลายเป็นระบบอัตโนมัติ เมื่อสมองไม่ต้องเสียเวลาประมวลผล พวกเขาจึงเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าคู่แข่งเสมอ นี่คือพลังของการเปลี่ยนแค่ กิจวัตร โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมดครับ
แล้วเราจะเอากฎนี้มาใช้ได้อย่างไร? สมมติว่าคุณมีนิสัยแย่ๆ คือ การกินขนมจุกจิกในช่วงเวลาเดิมๆ เราก็สามารถนำวิธีกฎทองมาแก้ไขวงจรในส่วนของรางวัลได้เช่นกัน วิธีการคือ
- สิ่งกระตุ้น: ความเบื่อ หรือความเครียดจากงาน (ตระหนักรู้ตัวเอง สังเกตุตัวเอง)
- รางวัล: การได้ลุกเดินยืดเส้นยืดสาย หรือการได้คุยกับเพื่อนร่วมงาน (บางทีเราอาจจะไม่ได้อยากกินขนม แต่อยากพัก)
- เปลี่ยนกิจวัตร: ครั้งหน้าเมื่อรู้สึกเบื่อ (Cue เดิม) ให้ลองลุกไปเดินเล่น หรือคุยกับเพื่อนโต๊ะข้างๆ (Routine ใหม่) โดยไม่ต้องกินขนม แล้วดูว่าคุณยังรู้สึกดี (Reward เดิม) อยู่ไหม? ถ้าใช่… คุณก็ชนะนิสัยเดิมได้แล้วครับ
พลังของนิสัยหลัก กรณีศึกษา Paul O’Neill และบริษัท Alcoa
ถ้าคุณเป็นผู้บริหารคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่ สิ่งแรกที่คุณจะสัญญาต่อหน้านักลงทุนคืออะไร? ผมจะลดต้นทุน ผมจะทำกำไรให้มากขึ้นและก็เรื่องดีๆ อีกมายมายที่เราต้องการทำเสนอเพื่อดึงดูดนักนักทุน
แต่วิธีดังกล่าวไม่ใช่สำหรับ Paul O’Neill
เมื่อเขาก้าวเข้ามาบริหาร Alcoa (บริษัทผลิตอลูมิเนียมระดับโลก) เขาทำให้นักลงทุนช็อกตาตั้งด้วยการประกาศว่า ‘ผมไม่สนใจเรื่องกำไร แต่ผมจะทำให้ Alcoa เป็นบริษัทที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ความปลอดภัยต้องมาก่อน
หลายคนคิดว่าเขาบ้า แต่ O’Neill มองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เขาเลือกใช้ ความปลอดภัย เป็น Keystone Habit (นิสัยหลัก) เพราะเขาเชื่อว่า
- จุดร่วมเดียวกัน: ความปลอดภัยเป็นเรื่องเดียวที่ทั้งสหภาพแรงงานและผู้บริหารเห็นตรงกัน (ไม่มีใครอยากเห็นคนเจ็บ) ใช่ครับถูกต้อง
- โดมิโนเอฟเฟกต์: การจะทำให้พนักงานปลอดภัยได้ กระบวนการผลิตต้องเป๊ะ เครื่องจักรต้องไม่เสีย การสื่อสารต้องรวดเร็ว
ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง: การมุ่งเน้นที่ความปลอดภัย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น การหยุดชะงักของงานลดลง พนักงานเก่งๆ อยากทำงานด้วยเพราะคุณภาพชีวิตดีขึ้น และสุดท้าย… เมื่อกระบวนการผลิตสมบูรณ์แบบ กำไรมหาศาล ก็หลั่งไหลเข้ามาเองตามธรรมชาติ จนหุ้นของ Alcoa พุ่งทยานหลายเท่าตัว เพราะ Paul O’Neill มองในสิ่งที่น้อยคนคลาดไม่ถึง นั้นคือพลังของนิสัยหลักนั้นเอง
ด้านมืดของนิสัย

นอกจากเรื่องราวความสำเร็จ หนังสือเล่มนี้ยังพาเราไปสำรวจ ด้านมืด ของวงจรนิสัยผ่านเรื่องราวอันน่าเศร้าของ Angie Bachmann
แองจี้เป็นเพียงแม่บ้านธรรมดาที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตประจำวันที่จำเจ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอตัดสินใจเข้าคาสิโนเพื่อแก้เบื่อ ช่วงแรกเธอเล่นเพื่อความสนุก แต่ไม่นานนักคาสิโนก็เริ่มใช้วงจรนิสัยเล่นงานเธอ
กับดักทางประสาทวิทยา ปรากฏการณ์ เกือบถูกรางวัล (Near Miss) เรื่องนี้เชื่อมโยงกันกับเรื่องผิดไปแค่ตัวเดียว งวดหน้าเอาใหม่เกือบแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุก2 ครั้งต่อเดือนในสังคมไทยเรา
ทำไมแองจี้ถึงเลิกเล่นไม่ได้ ทั้งที่เสียเงินจนหมดเนื้อหมดตัว คำตอบอยู่ที่ปฏิกิริยาของสมอง ผู้เขียน Charles Duhigg อธิบายความแตกต่างของสมองคน 2ประเภทไว้ดังนี้
- สมองคนทั่วไป: เมื่อสล็อตแมชชีนหมุนมาเจอภาพที่ไม่ตรงกัน (เกือบถูกรางวัล) สมองเราจะตีความว่า แพ้ หยุดเล่นเถอะ
- สมองของนักพนัน: เมื่อเจอภาพเกือบถูกรางวัล สมองกลับตีความว่า ชนะ เกือบแล้ว อีกนิดเดียว เล่นต่อสิเหมือนผีพนันเข้าสิง
ปฏิกิริยานี้กระตุ้นให้เกิด “ความโหยหา” (Craving) อย่างรุนแรง จนแองจี้สูญเสียบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดไปกับการพนันและทำให้เธอต้องถูกฟ้องร้องจากศาล
คำให้การต่อศาล โดยเธอทำอ้างว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว รู้ทั้งรู้ว่าการพนันจะทำให้เธอและครอบครัวไม่เหลืออะไรก็ตาม เธอรู้สึกไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนี้
ก็เพราะถึงแม้นิสัยจะทรงพลัง แต่หนังสือสรุปไว้ว่า เราทุกคนมีเจตจำนงเสรี (Free Will) เราอาจบังคับตัวเองไม่ได้ตอนที่นิสัยเข้าครอบงำเต็มที่แล้ว เหมือนกรณีของ Angie Bachmann
ทางออกของปัญหาคือ เรามีสิทธิ์เลือกที่จะ สังเกต และ แก้ไข มันตั้งแต่เนิ่นๆ
เรื่องของแองจี้สอนให้เรารู้ว่า ความเข้าใจเรื่องนิสัย มาพร้อมกับความรับผิดชอบ เมื่อเรารู้แล้วว่านิสัยทำงานอย่างไร เราก็ไม่มีข้ออ้างที่จะปล่อยให้มันทำร้ายชีวิตเราอีกต่อไป
ผู้เขียนยังยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่าง Angie Bachmann (นักพนัน) กับ Brian Thomas (ชายละเมอฆ่าภรรยา) ทั้งคู่ทำผิดพลาดร้ายแรงโดยอ้างว่า ทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่คำตัดสินที่ทั้งสองได้รับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ไบรอันเป็นชายผู้รักครอบครัว แต่มีปัญหาเรื่องการละเมอเดิน คืนหนึ่งขณะที่ไปตั้งแคมป์ เขาฝันร้ายว่ามีคนบุกเข้ามาทำร้ายภรรยา ร่างกายของเขาตอบสนองตามสัญชาตญาณการต่อสู้ จนเผลอบีบคอภรรยาของตัวเองจนเสียชีวิต ทั้งที่เขายังหลับอยู่
คุณผู้อ่านคิดว่าสองคนนี้ใครจะถูกตัดสินโทษที่ร้ายแรงกว่ากัน ส่วนใหญ่คิดเหมือนผมคือต้องเป็นไบรอันแน่ๆ
คำตัดสินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
- กรณีไบรอัน โทมัส: ศาลและคณะลูกขุนตัดสินให้เขา พ้นผิด เพราะสิ่งที่เขาทำคือ Automatism การกระทำอัตโนมัติ โดยสมบูรณ์ สมองส่วนสั่งการไม่มีการทำงาน เขาไม่มีโอกาสเลือกและไม่มีทางรู้ตัว
- กรณีแองจี้ บาคมันน์: ศาลตัดสินให้เธอ ต้องรับผิดชอบ หนี้สินทั้งหมด เพราะแม้เธอจะอ้างว่าถูกคาสิโนล่อลวงจนเป็นนิสัยเสพติด แต่เธอยังมี ช่วงเวลาแห่งสติ ก่อนที่จะเดินเข้าคาสิโน เธอรู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่เธอไม่เลือกที่จะหยุดมัน
บทสรุปที่เราได้เรียนรู้กับทั้งสองคนนี้: ความแตกต่างระหว่าง ผู้บริสุทธิ์ กับ ผู้ต้องรับผิดชอบ ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของนิสัย แต่อยู่ที่ ความตระหนักรู้ (Awareness) นั้นเอง
และนี้ก็เป็นการสรุปหนังสือ “พลังนิสัยแห่งความเคยชิน” ที่ผมหยิบยกบางส่วนบ้างตอนของหนังสือให้ให้คุณผู้อ่านให้รู้จักการทำงานของนิสัยรวมถึงวิธีเปลี่ยนที่จะเปลี่ยนแปลงและด้านมืดของนิสัย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เราเกิดการตระหนักรู้ว่า พลังแห่งความเคยชิน นี้มันยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ
บทสรุป
หนังสือ The Power of Habit เล่มนี้ แนะนำให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่อย่างค่อยๆ เริ่มทีละเล็กทีละน้อย จากนั้นนิสัยที่ว่ายากที่สุดของคนเรา มันจะกลายเป็นไปได้ เริ่มจากวิธีคิดและการลงมือเปลี่ยนมัน ทั้งนี้ยังต้องอาศัยวิธีการเปลี่ยนที่ฉลาดอีกด้วย
ไม่ว่าเราอยากจะลดความอ้วน เก็บเงิน หรือพัฒนาองค์กร อย่าพยายามฝืนทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่จงลองสังเกต “วงจรนิสัย” ของตัวเองให้เจอ และหา “นิสัยหลัก” (เช่น เรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวเราแค่เริ่มเก็บที่นอนตอนเช้า หรือแค่เริ่มใส่รองเท้าวิ่ง) แล้วผลักโดมิโนตัวนั้นให้ล้มลง… แล้วคุณจะประหลาดใจกับพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ตามมาครับ
สุดท้ายถ้าใครสนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ฉบับเต็มก็สามารถกดสั่งซื้อที่ ลิงค์นี้ได้เลยนะ รับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกได้ถึงพลังของนิสัยความเคยชิน ขอบคุณครับที่อ่านมาถึงตรงนี้ ยังไงช่วยกดแชร์บทความเพื่อส่งต่อความรู้ออกไปให้สังคมไทยได้รับความรู้ตรงนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ