สวัสดีครับกลับมาพบกันเช่นเคยกับการสรุปหนังสือใน Part สุดท้ายของหนังสือ Principle ตอนแรกคิดว่าจะสรุปให้ทั้งสาม Prat จบในที่เดียวแต่คิดว่ามันจะยาวเกินไป เลยแยกในส่วนสุดท้ายออกมาน่าจะดีกว่า เป็นการพักเบรกให้กับตัวผู้อ่าน และยังทำให้ผมได้ไปหาข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสุขในการอ่านของผู้อ่านไปในตัวด้วยครับ
มาเริ่มกันเลยครับในส่วนสุดท้ายของหนังสือจะเล่าเรื่อง “หลักการทำงาน” Ray บอกว่าเพื่อให้คนและองค์ทำงานได้ดี ต้องนำเอาหลักการใช้ชีวิตทั้ง 5 ขั้นตอนในใช้ร่วมกับหลักการทำงานเพื่อต่อยอดความสำเร็จในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
สองสิ่งที่จะทำให้องค์ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ต้องประกอบไปด้วยคือ คนและวัฒนธรรม คนเป็นคนสร้างและกำหนดวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่ดีส่งผลดีต่อคนในองค์เราจะสังเกตเห็นได้ว่าองค์ประกอบสองสิ่งนี้ต้องทำงานสัมพันธ์กันถึงจะเป็นองค์องที่ดีได้
องค์ประกอบของคนในวัฒนธรรมที่เป็นเลิศ
การที่วัฒนธรรมจะเป็นเลิศได้นั้นตัวเคลื่อนกำหนดทิศทางขององค์กรจะประกอบด้วยคุณลักษณะของคนที่ มีความสุจริตโปร่งใส่ มุ่งมั่นทุ่มเทกับเป้าหมายที่มาพร้อมกับขีดความสามารถรวมถึงมีทักษะการทำงานที่ดีเลิศ
ความสามารถนิยม ถือเป็นแนวทางที่องค์กรของ Bridge water ยึดถือมาด้วยตลอดความหมายของความสามรถนิยม (Idea Meritocracy) ให้คนตระหนักถึงการทำงานที่มีความหมายและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ทั้งสองสิ่งจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
- ความจริงอย่างแท้จริง (Radicla Truth)
- ความโปร่งใส่อย่างแท้จริง (Radical Transparency)
หรือจะอธิบายให้เข้าใจง่าย งานที่มีความหมายงานที่เราทำและเกิดความกระตือรือร้นที่จะทำมันพร้อมกับเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ ส่วนความสัมพันธ์ที่มีความหมายคือความสัมพันธ์ที่เราทุกคนช่วยกันสร้างร่วมถึงการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเช่นเวลาทานข้าว ในสังคมไทยที่มักถามผู้ที่รู้จักคุ้นเคยว่า “กินข้าวครับ” สิ่งเหล่ามันก็สื่อได้ว่าเราดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันวิธีหนึ่ง
Ray พบว่าการสร้างให้คนในองค์กรเห็นถึงความสำคัญ ของงานที่มีความหมายและความสัมพันธ์ที่ดี มันจะเผยความจริงใจอย่างแท้จริงออกมากับเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งขึ้น
องค์กรที่ใช่เป็นอย่างไร
ถ้าวันหนึ่งหัวหน้าคุณเดินมาบอกว่า 3 เดือนต่อจากนี้เราตกลงกันว่าจะต้องย้ายคุณออกจากที่ทำงานเดิม แล้วให้คุณไปปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างจังหวัด สิ่งแรกที่คุณจะทำคือการตั้งคำถามและถามคำถามนั้นกับหัวหน้างานของคุณว่า “เพราะสาเหตุใด” ต้องถูกย้ายจากที่ทำงานแห่งนี้
หลังจากนั้นหัวหน้าของคุณก็จะตอบคำถามที่คุณถามกลับไปว่า เพราะเรามีความจำเป็นที่จะจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อขยายและรองรับการเติบโตในอนาคต และเรายังมองเห็นศักย์ภาพพร้อมความสามารถที่มีอยู่ในตัวคุณอีกด้วย
หลายคนอาจมองว่าการที่หัวหน้าคนนี้เดินมาบอกคุณตรงๆ โดยที่ไม่ถามความสมัครใจของคุณก่อนว่าคุณพร้อมไหมสำหรับการต้องย้ายงานออกจากตรงนี้ไป แต่ที่ Bridge water ใช้หลักการณ์ที่ว่านี้แสดง “ความจริงใจอย่างแท้จริง” ออกมาเพื่อเผยให้เห็นความโปร่งใส่อย่างแท้จริงที่จะเกิดขึ้นกับองค์กร
การที่เราพูดความจริงออกถึงแม้ความรู้สึกอาจเจ็บปวด แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าเราปล่อยให้ความจริงปรากฏขึ้นในเองโดยไม่รู้ล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำเพราะฉนั้นเราควรฝึกฝน เผชิญหน้ากับความจริงและความไม่แน่นอนเรียนรู้หาวิธีรับมือจะดีกว่าครับ
5 วิธีการเผชิญหน้าความจริงและความไม่แน่นอน
- ฝึกเผชิญหากับความจริง: ถ้าเราเกิดป่วยเป็นธรรมดาที่คนเราต้องกลัวหมอจะแจ้งข่าวร้ายกับเราว่า “คุณเป็นมะเร็ง” คุณเลยกังวนกับเรื่องต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ Ray แนะนำว่าการเผชิญหน้าความจริงไปเลยดีกว่า เพราะจะได้หาวิธีที่เหมาะสมที่จะรักษา
- ฝึกเป็นคนซื่อตรงและเรียกร้องความซื่อตรงจากคนอื่น: การทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำอย่างเปิดเผย จะช่วยปลดล็อคความเครียดและทำให้คนอื่นไว้ใจเราได้เช่นกัน
- สร้างสภาพแวดล้อมทางความคิดเห็นที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้: เมื่อเราสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดหรือการต่อสร้างเพื่อสิทธิตัวเอง หลังจากทุกคนออกออกจากสถานที่แห่งนี้ไป สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ตำหนิ, วิจารณ์ลับหลัง
- ฝึกเป็นคนโปร่งใสอย่างแท้จริง: เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะทำอะไรผิดพลาดทำให้เกิดความชัดเจนลองฝึกทำมันจะส่งผลดีระยะยาว
- สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย: พูดคุยอย่างเปิดอก เรียนรู้ร่วมกัน
เลือกคนที่ใช่ [ใคร]
Steve Jobs กล่าวไว้ว่าที่ Apple สำเร็จมาได้เพราะเขาพยามอย่างสุดความสามารถในการเลือก “คนที่เก่งที่สุดในโลก” มาทำงานเพราะการเลือกใครเข้ามาทำงานในองค์กรถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดว่าบริษัทจะเติบโตไปได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับคนสัมภาษณ์ที่รับคนเข้ามาทำงานในองค์กร
ในหนังสือ Ray ได้สร้างหลักการและวิธีการจ้างคนที่จะเข้ามาทำงาน ตั้งแต่ผู้สัมภาษณ์ คุณลักษณะของคนๆ หากมีการคัดกรองผู้สมัครให้ดีก่อน เมื่อรับเข้ามาแล้วอาจเจอปัญหามากมายในอนาคต เพราะการที่บริษัทจะต้องรับพนักงานใหม่เรื่อย ๆ มันมีต้นทุนที่ต้องจ่าย
แต่การที่เราจะเฟ้นหาคนที่ใช่ตรงตามหลักการณ์เพื่อการทำงานกับเราในระยะยาวได้นั้น มันก็เป็นโจทย์ที่อยากพอสมควร Ray ให้เคล็ดลับที่จะมองคนแล้วรู้เลยว่า”คนนี้ที่ใช่” ให้มองหาคุณลักษณะและจัดเรียงลำดับดังนี้
- ค่านิยม Value
- ความสามารถ competence
- ทักษะ Skill
เลือกงานให้เหมาะสมกับคน
เราคงไม่ให้คนที่เงียบๆ รับหน้าที่เป็นเซลล์หรอกจริงไหม เราน่าจะเลือกคนที่พูดเก่งมารับหน้าที่นี้น่าจะดีกว่า เพราะฉนั้นการเลือกงานให้เหมาะสมกับคนจึงเป็นสิ่งที่บริษัทควรให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการเข้ามาทำงานของใครสักคนหนึ่งก็เหมือนมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในบ้านและต้องใช้ชีวิตและมีภาระกิจร่วมกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
ความเห็นอกเห็นใจ
คนบางคนมีเงินน้อยแต่ตอบแทนคนอื่นด้วยการเป็นฝ่ายให้ ผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ Ray บอกว่าถ้าเราพบเจอคนประเภทนี้จงรีบรับไว้ และจงรักษาพวกเขาไว้ให้ดี เพราะพวกเขาจะค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในองค์กร
ฝึก ทดสอบ ประเมินสม่ำเสมอ
การยืนมองคนที่เราหวังดีด้วย ทำผิดพลาดในระดับที่ยอมรับได้บางครั้งก็ช่วยสอนให้เขาสามารถเรียนรู้ที่จะล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ แต่มันคงไม่ดีแน่ ถ้าเราต้องค่อยบอกเขาเรื่อยไปว่า ต้องทำแบบนี้นะ, วิธีการที่คุณทำมันไม่ถูกต้อง
สิ่งเหล่านี้เป็นเป็นสัญญานที่ไม่ดีเลย ถ้าเราให้ปลาพวกเขาแทนที่จะเป็นการ “สอนให้ตกปลา” ฝึกให้พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองบ้างคอยแนะนำในบางครั้งอย่างเหมาะและสุดท้ายการลงมือทำจะนำมาซึ่งผลสำเร็จ
องค์กรส่วนใหญ่จะให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมินผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชา และผลที่ออกมามักไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา เพราะตัวเราเองต่างก็คิดว่าเราทำได้ดีแล้ว แต่ความคิดเหล่านี้ก็ไม่เคยถูกถามกลับไปถึงเหตุผลที่ว่าทำไม ผลประเมินถึงออกมาแย่
มิหน่ำซ้ำผู้ประเมินก็ไม่ได้เอาเรื่องที่ประเมินมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เลยทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิดส่งผลให้เกิดความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นแล้วทั้งสองฝ่ายควรทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้
- การรวบรวมข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
- ต้องเชื่อว่าเราไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน
- ถ้าเราเป็นฝ่ายประเมิน ให้คิดว่าเรากำลังช่วยพวกเขา
- ประเมินไปในทางซื่อสัตย์โปร่งใส
- มองพวกเขาในฐานะเพื่อนร่วมงาน
- สร้างบรรยากาศของความเท่าเทียม
เพียงเท่านี้ก็สามารถลดสภาวะที่มีใครเหนือกว่าใคร ของทั้งสองฝ่ายลงได้ดีทีเดียว
เข้าใจองค์ประกอบภาพรวม
ถ้าวันนี้เราเข้า Google Map เพื่อมองหารายละเอียดภาพรวมใหญ่ลงมาเล็ก สิ่งแรกที่จะเห็นคือโลกกลมๆ ของเราจากนั้นซูมเข้ามาอีกนิดเราจะเห็นโครงสร้างของทวีป ซูมไปอีกเราจะเห็นประเทศ,จังหวัด,อำเภอ, ตำบล, หมู่บ้านและรอบๆ ตัวเรา
การมองภาพใหญ่ลงมาเล็กก็เพื่อให้เรา “เข้าใจ” มากขึ้นว่าทุกสิ่งๆ ล้วนก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างไรมีองค์ประกอบใดบ้างที่จะสามารถบริหารองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพที่ดี
เข้าใจว่าผู้บริหารที่ดี ต้องสวมบทบาทของวิศวกร ต้องมองว่าองค์กรคือเครื่องจักรที่ทำงานอย่างหนักและหาวิธีปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ
เข้าใจการถึงการสร้างตัวชี้วัด เพื่อแสดงให้เห็นคำตอบทั้งหมดที่เราสงสัยและยังช่วยหาต้นต่อของปัญหาเหล่านั้นได้
เข้าใจฝึกฝนและทดสอบเครื่องจักร ของเราเสมอๆ เพื่อให้รู้ทุกปัญหาที่ต้องเจอและวิธีรับมือ
คนคือทรัพยากรสำคัญ
ไม่ว่า AI จะเก่งขึ้นรายวัน Facebook สร้างระบบ Algurithm ที่ชาญฉลาดเลือกเฟ้น Contents ดึงดูดผู้ใช้งานให้อยู่กับ platfotm พวกเขาให้นานที่สุด เพราะคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างเช่น Tiktok กำลังจะขึ้นมาเป็นผู้นำ การแข่งขันทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจาก “คน” ผู้ที่สร้างระบบต่างๆ เหล่านี้ขึ้น
คนสามารถเรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์ด้วยกัน รู้ว่าคนๆ นั้นชอบหรือไม่ชอบอะไรนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีเทคโนโลยีไหนที่จะสามารถเข้าถึงได้ เพราะฉนั้นเราจึงต้องให้ “ความสำคัญกับคน” ให้มากที่สุดก็เพื่อเข้าใจรายละเอียด ความสามารถของแต่ละคน เพื่อที่จะเลือกหน้าที่ความรับผิดชอบให้เหมาะสมและชัดเจน
เพราะความไม่ชัดเจนจะทำให้เราไม่รู้ว่าควรทำหรือไม่ทำอะไร อย่างเช่นการเล่นฟุตบอลยังต้องระบุตำแหน่งผู้เล่นอย่างชัดเจน ว่าควรยืนอยู่จุดไหนของสนาม การทำงานก็ไม่ต่างจากการเล่นกีฬาเช่นเดียวกัน
สรุปเนื้อหาหลักการทำงาน
หลักการทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ Ray เน้นยำหลักการที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น “หลักการความสามารถนิยม” ผมจะอธิบายความหมายของหลักการนี้ว่ามันคือ ความสามารถของคุณที่จะบริหารจัดการลูกน้องและคาดหวังสิ่งใดๆ จากพวกเขา เช่นรู้ว่าการเลือกคนเข้ามาทำงาน, การรู้จักและรู้ใจ, ความเห็นอกเห็นใจ
ผมขอเสริมหลักการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาได้อย่าก้าวกระโดด ทุกอย่างดูง่ายไปหมด ทุกอย่างพร้อมเสิร์ฟเมื่อเราต้องการ แต่สิ่งที่เราทุกคนยังขาดนั้นคือความหมายและการเห็นคุณค่าที่มีต่องานที่ทำ เช่นการมีสมาธิในการจดจ่อ การรีบเร่งที่ทำให้ไม่กลายเป็นคนตกขบวนในเรื่องที่กำลังเป็นเทรน
ซึ่งผมมองว่าสิ่งเหล่านี้กำลังค่อยๆ แย่งความสามารถในการจดจ่อของเราไป (Attention) โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็เป็นได้ครับ
สุดท้ายอยากฝากทุกคนที่เข้ามาอ่าน และอยากให้ทุกคนช่วยกัน แสดงความคิดเห็นพัฒนาการ การเขียนสรุปของผมด้วย สามารถติชมแนะนำ แล้วผมจะนำสิ่งที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นไปปรับปรุงแก้ไขครับ ขอบคุณครับ