เมื่อกี้คุณเพิ่งเคลียร์อีเมลใน inbox จนว่างเกลี้ยงใช่ไหมครับ
รู้สึกดีมากตอนนั้น เหมือนตัดภาระทิ้งไปหมดแล้ว แต่พอปิดคอมไปอาบน้ำกลับมา inbox มีขึ้นใหม่อีกสามสิบฉบับ เพื่อนร่วมงานบางคนตอบเร็วขึ้นเพราะเห็นว่าคุณตอบเร็ว ลูกค้าบางคนทักเข้ามาถี่ขึ้นเพราะรู้ว่าถามแล้วได้คำตอบไว ยิ่งคุณจัดการได้เก่งเท่าไหร่ งานก็ยิ่งไหลเข้ามาเร็วเท่านั้น
ผมเจอเรื่องนี้บ่อยจนเริ่มสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด จนไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกตรงๆ ว่าไม่ใช่เราผิด แต่ระบบที่เราเชื่อมาตลอดมันผิดตั้งแต่ต้น
ทำไมยิ่งจัดการเวลาเก่ง ยิ่งเหนื่อยกว่าเดิม
Oliver Burkeman เรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า efficiency trap หรือกับดักของความมีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ คือ ยิ่งคุณทำงานได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ คนรอบตัวก็จะยิ่งคาดหวังให้คุณทำได้เร็วขึ้นไปอีก ไม่มีจุดที่เรียกว่า “พอ” เพราะความเร็วที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ถูกเก็บไว้เป็นเวลาว่าง มันถูกเอาไปเติมงานใหม่เข้ามาแทนทันที
ก่อนจะไปถึงจุดนั้น Burkeman เองก็เคยเป็นคนที่หลงเชื่อสูตรจัดการเวลามาก่อน ตอนเป็นคอลัมนิสต์ของ The Guardian คอลัมน์ที่เขาเขียนชื่อ This Column Will Change Your Life เขาลองใช้ทุกเทคนิคที่มีคนบอกว่าดี ตั้งแต่ Inbox Zero ไปจนถึง Pomodoro ยี่สิบห้านาทีพักห้านาที time-blocking ทีละสิบห้านาที หรือระบบจัดลำดับความสำคัญแบบ ABC ผลที่ได้กลับไม่ใช่ความสุขที่เพิ่มขึ้น แต่คือความเครียดที่มากขึ้นเรื่อยๆ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นปี 2014 วันหนึ่งเขานั่งอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ แล้วตระหนักขึ้นมาตรงนั้นว่าวิธีพวกนี้มันไม่เวิร์คแหงๆ ความคิดตอนนั้นแหละที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือ Four Thousand Weeks: Time Management for Mortals ที่ตีพิมพ์ในปี 2021 และกลายเป็นหนังสือขายดีของ New York Times ไปในที่สุด
4,000 สัปดาห์ ตัวเลขที่ไม่ได้มีไว้ให้สิ้นหวัง
ชื่อหนังสือมาจากการคำนวณง่ายๆ คนที่มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณแปดสิบปี จะมีเวลาอยู่บนโลกนี้ราวๆ 4,000 สัปดาห์เท่านั้น ถ้าคุณอายุยี่สิบห้าตอนนี้ เวลาที่เหลือจะอยู่ที่ประมาณ 2,700 สัปดาห์ หรือราวห้าสิบสองปี
ก่อนหน้า Burkeman เขียนหนังสือเล่มนี้ Tim Urban จากบล็อก Wait But Why เคยทำบทความชื่อ Your Life in Weeks เมื่อปี 2014 ที่แสดงชีวิตคนแปดสิบปีออกมาเป็นตารางสี่พันช่อง แต่ละช่องคือหนึ่งสัปดาห์ บทความนั้นกลายเป็นภาพที่คนทั่วโลกเอาไปใช้ตั้งคำถามกับตัวเองว่ากำลังใช้ชีวิตแบบไหนอยู่
ตัวเลขแบบนี้ฟังดูน่ากลัวตอนแรก แต่ Burkeman บอกว่ามันไม่ได้มีไว้ให้เรารู้สึกสิ้นหวัง ตรงกันข้ามเลย การยอมรับว่าเวลาเรามีจำกัดจริงๆ ต่างหากที่ทำให้เรากล้าเลือก เพราะถ้าคุณคิดว่าเวลายังมีเหลือเฟือ คุณจะผัดวันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องตัดสินใจอะไรจริงจัง แต่พอรู้ว่าเวลามันจำกัดแน่ๆ คุณจะเริ่มถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่คุ้มค่าจะใช้มันไปด้วยจริงๆ
เราไม่ได้ “มี” เวลา เราคือเวลา
แนวคิดหลักที่ Burkeman ใช้เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันคือสิ่งที่เขาเรียกว่า limit-embracing attitude ซึ่งยืมมาจากนักปรัชญาเยอรมัน Martin Heidegger
Heidegger เสนอแนวคิด Dasein ซึ่งแปลคร่าวๆ ว่าการดำรงอยู่ ประเด็นที่ Burkeman หยิบมาเล่าคือ เราไม่ได้ “มี” เวลาอันจำกัดเหมือนมีทรัพยากรก้อนหนึ่งที่ต้องจัดสรรให้คุ้ม เราคือเวลาอันจำกัดนั้นเอง เราเกิดขึ้นมาแค่ชั่วคราวระหว่างจุดเกิดกับจุดตาย และทุกครั้งที่เราเลือกทำอะไรสักอย่าง เรากำลังปิดประตูทางเลือกอื่นๆ ที่นับไม่ถ้วนไปพร้อมกัน
ฟังดูเหมือนเรื่องปรัชญาไกลตัว แต่ผมว่ามันตรงกับความรู้สึกของคนทำงานทุกคนที่เคยนั่งคิดว่าทำไมตัวเองทำอะไรก็ไม่พอสักที เพราะถ้าเราเชื่อว่าสักวันจะมีเวลาทำทุกอย่างที่อยากทำ เราจะไม่เลือกอะไรเลย แต่ถ้าเรายอมรับว่าการเลือกอย่างหนึ่งแปลว่าต้องเสียอย่างอื่นไปตลอดกาล การเลือกนั้นจะมีความหมายขึ้นมาทันที
คนที่ Productive เกินไป อาจพลาดชีวิตที่อยู่ตรงหน้า
Burkeman ยกตัวอย่างที่ผมชอบมากจาก John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Keynes เคยนิยามคนประเภทหนึ่งว่า purposive man คือคนที่ทำทุกอย่างโดยมีจุดประสงค์เสมอ คนแบบนี้รักแมวไม่ได้เพราะรักแมวตัวนั้นตรงหน้า แต่รักเพราะคิดถึงลูกของลูกของลูกแมวที่จะเกิดต่อไปในอนาคต แยมของเขาไม่เคยเป็นแยมของวันนี้ มีแต่แยมของพรุ่งนี้เสมอ
ฟังแล้วตลกแต่เจ็บ เพราะคนแบบนี้แหละที่ productive จนลืมมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ทุกการกระทำถูกวัดด้วยประโยชน์ในอนาคต ไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ทำเพราะอยากทำเฉยๆ นี่คือจุดที่ efficiency trap อันตรายที่สุด มันไม่ได้แค่ทำให้เราเหนื่อย มันทำให้เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังพลาดชีวิตจริงที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าไปเรื่อยๆ
สามเครื่องมือจาก 10 Tools for Embracing Your Finitude ที่เอาไปใช้ได้สัปดาห์นี้
ท้ายหนังสือ Burkeman รวบรวมแนวทางปฏิบัติไว้สิบข้อ เรียกว่า 10 Tools for Embracing Your Finitude สามข้อที่ผมคิดว่าคนทำงานไทยเอาไปลองได้เลยคือ
- Fixed-volume approach กำหนดเวลาทำงานตายตัวไว้ก่อน เช่นเลิกหกโมงเย็นแน่นอน แล้วให้งานที่เหลือรอไปวันถัดไป ไม่ใช่ขยายเวลาทำงานไปเรื่อยๆ ตามปริมาณงานที่ไม่มีวันหมด
- Done list จดสิ่งที่ทำสำเร็จแล้วในแต่ละวัน แทนที่จะเฝ้าดู to-do list ที่ไม่เคยว่างสักที วิธีนี้ช่วยให้รู้สึกว่าวันนี้ไม่ได้สูญเปล่า
- Atelic activities หากิจกรรมที่ทำเพื่อตัวมันเอง ไม่ต้องมีเป้าหมายรออยู่ข้างหน้า อย่างเดินเล่นเฉยๆ หรือฟังเพลงเต็มอัลบั้มโดยไม่ทำอะไรอื่นไปด้วย
Violet Daniels นักเขียนบน Medium เล่าว่าตอนอายุยี่สิบหก เธอลองคำนวณดูแล้วพบว่าเหลือเวลาอีกราว 2,700 สัปดาห์ เธอนั่งจ้องตัวเลขนั้นอยู่นาน นึกถึงเวลาที่หมดไปกับการไถ TikTok และการไม่กล้าลองเพราะคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ แล้วตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะให้การเขียนมาก่อน เพราะไม่อยากจากโลกนี้ไปพร้อมกองต้นฉบับที่เขียนไม่จบ และความกลัวว่าจะมีคนได้อ่านงานของตัวเอง
หนังสือ productivity ส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยสัญญาว่าจะช่วยให้คุณทำได้มากขึ้น แต่ Four Thousand Weeks สัญญาตรงข้ามกันเลย มันบอกว่าคุณจะกล้าทำน้อยลง และนั่นคือสิ่งที่ยากที่สุดในหนังสือเล่มนี้ เพราะการเลือกปฏิเสธงานที่ไม่สำคัญต้องใช้ความกล้ามากกว่าการพยายามทำให้ครบทุกอย่าง
คืนนี้ลองเลือกงานหนึ่งอย่างที่คุณรู้อยู่แล้วว่าไม่สำคัญจริงๆ แล้วปฏิเสธมันดูสักครั้ง ไม่ต้องรอให้ตารางงานว่างก่อน เพราะมันจะไม่ว่างเองสักที
