Hidden Potential ทำไมคนที่ไม่ได้จบ Ivy League ก็เก่งได้ ถ้าเข้าใจเรื่อง Character Growth

Hidden Potential สรุปหนังสือ Adam Grant ว่าทำไมคนที่ไม่ได้จบ Ivy League ก็เก่งได้ ถ้าเข้าใจ character skills, deliberate play และ scaffolding ที่ฝึกฝนได้จริงในชีวิตประจำวัน

เคยไหมครับ เปิด LinkedIn แล้วเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันโพสต์ว่าได้ทุนไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยดังระดับโลก แล้วแวบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ “เขาคงเก่งมาตั้งแต่เกิด ส่วนเราคงแค่ธรรมดา”

ผมเจอความรู้สึกนี้บ่อยมากในหมู่คนรอบตัว เราถูกสอนมาตลอดว่าคนที่ไปได้ไกลคือคนที่มีพรสวรรค์ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีบันไดที่ดีตั้งแต่ต้น เช่น จบโรงเรียนดี มหาวิทยาลัยดัง ครอบครัวสนับสนุน แล้วถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านั้นแต่แรก ก็แปลว่าโอกาสของเราจบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

Adam Grant นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton เขียนหนังสือ Hidden Potential ขึ้นมาเพื่อท้าทายความเชื่อนี้ตรงๆ เขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งไปได้ไกล ไม่ใช่อัจฉริยภาพที่มีอยู่แล้ว แต่คือลักษณะนิสัยที่ฝึกฝนขึ้นมาได้ พูดง่ายๆ คือ progress ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำงานหนักแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเรียนรู้ได้ดีแค่ไหน และการเรียนรู้แบบนั้นสอนกันได้จริง

คนที่ดูเก่งที่สุดในกองทัพเรือ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดตอนเริ่ม

หนึ่งในเคสที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ Golden Thirteen ทหารเรือผิวดำกลุ่มแรกที่ได้เข้าฝึกเป็นนายทหารในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อปี 1944 ยุคที่กองทัพเรือขึ้นชื่อเรื่องอคติทางสีผิว พวกเขาต้องอัดเนื้อหาหลายเดือนให้จบในเวลาสั้นๆ และไม่มีใครคาดหวังว่าจะผ่าน

สิ่งที่พวกเขาทำน่าสนใจมาก พวกเขาไม่ได้รอติวเตอร์เก่งจากนอกกลุ่ม แต่แบ่งกันสอนกันเองในกลุ่ม คนที่เข้าใจบทหนึ่งก็ไปสอนเพื่อน คนที่ท้อก็มีเพื่อนมาคอยให้กำลังใจ Grant เรียกสองอย่างนี้ว่า tutor effect กับ coach effect ผลคือทุกคนสอบผ่าน และ Grant เล่าว่าคะแนนของกลุ่มนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพเรือ

ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมเริ่มมองคำว่า “เก่ง” ต่างไปจากเดิม สิ่งที่ทำให้พวกเขาผ่านไม่ใช่สถาบันที่สอน ไม่ใช่ครูเก่งคนเดียว แต่คือ community ที่สอนกันเองได้ ซึ่งมันคือสิ่งที่สร้างขึ้นมาเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมอบให้

Grant ยังเล่าเรื่องของตัวเองบนเวทีบรรยายหลายครั้ง ว่าเคยเกือบปฏิเสธผู้สมัครงานขายคนหนึ่งเพราะสัมภาษณ์ได้ไม่ดี ดูไม่ใช่ภาพจำของเซลส์เก่งๆ แต่พอให้โอกาสลองทำงานจริง คนนั้นกลับกลายเป็นพนักงานขายที่ทำผลงานดีที่สุดเท่าที่เคยจ้างมา บทเรียนของเขาคือความประทับใจแรกในห้องสัมภาษณ์มักบอกศักยภาพของคนได้น้อยกว่าที่เราคิด

เรื่องนี้โยงกับอีกแนวคิดหนึ่งในหนังสือ คือความต่างระหว่าง ambition กับ aspiration Grant บอกว่าคนที่ไปได้ไกลจริงๆ ไม่ได้ตั้งเป้าที่ตำแหน่งหรือป้ายชื่อสถาบัน (นั่นคือ ambition) แต่ตั้งเป้าที่ว่า “อยากเป็นคนแบบไหน” (นั่นคือ aspiration) ถ้าเป้าหมายของคุณคือการเป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้ลึก คุณไม่จำเป็นต้องจบจากคณะดังที่สุด คุณแค่ต้องหาทางฝึกทักษะนั้นให้เก่งขึ้นทุกวัน

สามทักษะที่แทนพรสวรรค์ได้

Grant แบ่งทักษะนิสัยที่ฝึกได้ออกเป็นหลายข้อ แต่สามข้อที่ผมคิดว่าเอามาใช้ได้จริงที่สุดคือ

  • Creature of Discomfort คือการยอมเรียนรู้ในแบบที่ไม่ถนัด ไม่ใช่แบบที่สบายใจ นักโพลีกล็อตชื่อ Benny Lewis ตั้งเป้าตัวเองว่าต้องผิดให้ได้วันละ 200 ครั้งตอนเรียนภาษาใหม่ เขาใช้ความผิดพลาดเป็นตัวชี้วัดว่ากำลังเรียนรู้อยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลบหนี
  • Human Sponge คือการถามคำถามที่ช่วยให้ได้คำตอบที่ใช้ได้จริง แทนที่จะขอ feedback แบบกว้างๆ ซึ่งมักได้คำตอบกว้างๆ กลับมา Grant แนะนำให้ถามว่า “มีอะไรหนึ่งอย่างที่ฉันทำได้ดีขึ้น” คำถามแบบนี้บีบให้คนตอบต้องคิดจริงจัง และคุณจะได้คำตอบที่เอาไปใช้ได้ทันที
  • Imperfectionist คือการยอมปล่อยงานที่ไม่สมบูรณ์แบบ 10 เต็ม 10 ออกไปก่อน Grant เรียกสิ่งนี้ว่า Minimum Lovable Product หรือ MLP งานที่ดีพอระดับ 8 เต็ม 10 ที่คนรู้สึกผูกพันได้จริง มีประโยชน์กว่างานสมบูรณ์แบบที่ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย

ตัวอย่างที่ผมชอบอีกเรื่องคือ Steve Martin ตำนานตลกสแตนด์อัพ ซึ่งยอมรับเองว่าตอนเริ่มเขาไม่ใช่คนมีพรสวรรค์ ช่วงแรกเขาชอบด้นสดบนเวทีแต่คนดูไม่ค่อยขำ จุดเปลี่ยนคือเขาหันมานั่งเขียนบทมากขึ้น ทั้งที่มันไม่ใช่วิธีที่เขาถนัดหรือสบายใจ เขาไม่ได้รอให้ตัวเองเก่งก่อนแล้วค่อยลงมือ เขาลงมือในแบบที่อึดอัดก่อน แล้วความเก่งค่อยตามมาทีหลัง

สามข้อนี้ไม่มีข้อไหนที่ต้องใช้ใบปริญญาหรือสถาบันการศึกษาระดับโลกเลย มันคือพฤติกรรมที่ฝึกได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าคุณจะจบจากที่ไหนมาก็ตาม

เกมที่ทำให้ Steph Curry แตกต่างจากคนอื่น

ส่วนที่ Grant พูดถึง structures for motivation ผมว่าเคสของ Steph Curry อธิบายได้ชัดที่สุด เทรนเนอร์ของเขาชื่อ Brandon Payne ไม่ได้ให้เขาซ้อมท่าเดิมซ้ำๆ จนน่าเบื่อ แต่ออกแบบการฝึกให้กลายเป็นเกมที่มีเวลาหรือตัวเลขให้ทำลายเสมอ Curry จึงได้แข่งกับตัวเองในอดีตอยู่ตลอด

Grant เรียกวิธีนี้ว่า deliberate play ซึ่งต่างจาก deliberate practice ที่เราคุ้นเคย เพราะมันผสมความสนุกเข้าไปในการฝึกฝน แทนที่จะเป็นงานซ้ำซากที่ต้องอดทนทำให้จบ อีกเทคนิคที่ใช้คู่กันคือ interleaving คือการสลับโจทย์ไปมาแทนการซ้อมแบบเดิมติดกันยาวๆ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าทำให้สมองเรียนรู้ได้ลึกกว่าการซ้อมทำแบบเดียวซ้ำๆ จนชิน

จุดที่น่าคิดคือ Grant บอกว่าวิธีที่เรารู้สึก “สบายใจที่จะเรียน” ไม่ได้แปลว่าเป็นวิธีที่เราเรียนได้ดีที่สุด หลายคนชอบเรียนแบบท่องจำซ้ำๆ เพราะมันรู้สึกคุ้นเคย ทั้งที่จริงๆ สมองจะจดจำได้ดีกว่าถ้าถูกบีบให้สลับบริบทไปมา นี่คือเหตุผลที่คนที่ดูเหมือนฝึกน้อยกว่า บางทีกลับพัฒนาเร็วกว่าคนที่ฝึกหนักแต่ฝึกผิดวิธี

กับดักที่คนไทยติดบ่อย

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า “เออ อยากลองบ้าง” ผมอยากเตือนกับดักสามอย่างที่ Grant ชี้ไว้ในหนังสือ และผมว่าคนไทยติดกับดักพวกนี้ง่ายมากเป็นพิเศษ

อย่างแรกคือ fixed mindset ที่คิดว่าความสามารถเป็นสิ่งตายตัว พอทำพลาดครั้งแรกก็สรุปทันทีว่า “เราไม่เหมาะกับสิ่งนี้” อย่างที่สองคือ perfectionism ที่รอให้ทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจะเริ่มทำ ซึ่งขัดกับหลัก imperfectionist ที่พูดไปก่อนหน้านี้โดยตรง อย่างที่สามคือการ grind หรือพยายามอัดงานหนักแบบไม่มีจังหวะพัก ซึ่ง Grant เตือนว่าควรใช้ harmonious passion คือความทุ่มเทที่มาจากใจรัก ไม่ใช่ obsessive passion ที่ทุ่มเพราะกลัวว่าจะแพ้คนอื่น

Grant ยกตัวอย่างระบบการศึกษาของฟินแลนด์ให้เห็นว่า systems of opportunity ที่ดีไม่จำเป็นต้องเน้นแข่งขันหนัก โรงเรียนที่นั่นใช้ระบบ looping คือครูคนเดียวติดตามเด็กกลุ่มเดิมไปหลายปี มีทีมสวัสดิการฝังอยู่ในโรงเรียน และให้ “การเล่น” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนจริงจัง ไม่ใช่แค่พักเบรก Grant ยังหยิบงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ Raj Chetty ที่ติดตามเด็กอนุบาลไปจนเป็นผู้ใหญ่ มาชี้ว่าทักษะด้านนิสัยอย่างการเข้ากับคนอื่นและวินัยที่ได้ฝึกตั้งแต่เล็ก ส่งผลต่อรายได้ตอนโตได้มากกว่าที่คะแนนสอบจะบอก

ประเด็นคือเราไม่ต้องรอให้ระบบการศึกษาไทยเปลี่ยนก่อนถึงจะเริ่มได้ เพราะ Grant ก็บอกเองว่า scaffolding ไม่ต้องมาจากสถาบันเสมอไป มันแค่ต้องมีอยู่จริง

แล้วคนไทยที่ไม่ได้จบ Ivy League ต้องทำอย่างไร

ตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับคนอ่านอย่างเรา สิ่งที่ Grant บอกไม่ใช่ว่าสถาบันไม่สำคัญเลย แต่คือสถาบันดังเป็นแค่ “scaffolding แบบหนึ่ง” ในหลายแบบที่มีอยู่ ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้น เราสร้าง scaffolding ของเราเองได้ อาจเป็น community เล็กๆ ที่ช่วยกันเรียน เป็นเมนเทอร์หนึ่งคนที่ยอมให้ feedback ตรงๆ หรือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราฝึกแบบ deliberate play ได้ด้วยตัวเอง เหมือนที่กลุ่มนักเรียนนายเรือสร้างมันขึ้นมาเองในวันที่ไม่มีใครช่วย

มีแนวคิดหนึ่งของ Grant ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกเบาใจขึ้นมาก เขาบอกว่าความรู้สึก impostor syndrome ที่คิดว่า “เราไม่เก่งพอ ไม่คู่ควรกับโอกาสนี้” ไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่มีศักยภาพ ตรงกันข้าม มันมักเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตเร็วกว่าที่ความมั่นใจของเราจะตามทัน และสิ่งที่ควรวัดกันจริงๆ ไม่ใช่ level ว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหนเทียบกับคนอื่น แต่คือ slope ว่าเส้นทางของเราก้าวขึ้นเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับตัวเราเองเมื่อก่อน

คนที่เกรดค่อยๆ ไต่ขึ้นจากต่ำไปสูง มักไปได้ไกลกว่าคนที่เกรดสูงตั้งแต่ต้นแต่นิ่งอยู่ที่เดิม นั่นแปลว่าจุดเริ่มต้นของคุณไม่ได้กำหนดเพดานของคุณเลย

ถ้าจะลองอะไรสักอย่างจากหนังสือเล่มนี้วันนี้ ผมอยากให้ลองแค่ข้อเดียวก่อน ลองถามคนที่ไว้ใจสักคนว่า “มีอะไรหนึ่งอย่างที่ฉันทำได้ดีขึ้น” แทนการถามว่า “ช่วยให้ feedback หน่อย” แล้วดูว่าคำตอบที่ได้ต่างจากที่เคยได้มาแค่ไหน

ช่วยกันเเชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
Avatar photo
JakkitBlog

Summary Book